‘ราช กรุ๊ป’จับมือ‘มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง’ ตามรอยสมเด็จย่า‘ปลูกป่า ปลูกคน’ จัดการคาร์บอนเครดิตป่าชุมชน10,000ไร่
ผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว อย่าง “ม่วนอ๊ก ม่วนใจ๋”ประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติต่างออกมาสาดน้ำวันสงกรานต์อย่างสนุกสนาน เพราะนอกจากจะอั้นประเพณีปีใหม่ไทยมานานกว่า 2 ปี ในปีนี้สภาพอากาศก็ร้อนขึ้น แตะระดับ 40 องศาอัพ ค่าดัชนีความร้อนในบางพื้นที่ของประเทศไทยทะลุ 50 องศาไปแล้ว

ซึ่งดูเหมือนว่าแต่ละปี สภาพอากาศของประเทศไทยต้องเผชิญกับความร้อนที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากปัญหาภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิจากภาวะเรือนกระจกนั่นเอง และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า สาเหตุที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศส่วนหนึ่งมาจากฝีมือมนุษย์!
วิกฤตเหล่านี้มีผู้ที่ตระหนักและหันมาให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น หาวิธีป้องกันไม่ให้สภาพอากาศเลวร้ายลงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี ใช้พลังงานสะอาด การปลูกป่าหรือพัฒนาเทคโนโลยีดูดซับ/กักเก็บก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ปัจจุบัน มีผู้ดำเนินการเรื่องคาร์บอนเครดิต หรือพลังงานสะอาด เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ อย่างเช่น การปลูกต้นไม้ ซึ่งจะนำไปคำนวณคาร์บอนเครดิตโดยการวัดความสูง เส้นรอบวง และพันธุ์ของต้นไม้ เพื่อนำไปคำนวณคุณสมบัติในการดูดซับก๊าซเรือนกระจก และแปลงออกมาเป็นเครดิต
และหนึ่งในบริษัทไทยที่เล็งเห็นถึงเรื่องการสร้างสมดุลของสิ่งแวดล้อม คือบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทที่ดำเนินการด้านพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน ได้ติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการประเมินคาร์บอนฟรุตพรินต์ เล็งเห็นถึงศักยภาพด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมมานานแล้ว และล่าสุดได้เลือกให้ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน พื้นที่ป่าชุมชน 10,000 ไร่ โดยจะร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งเป้าหมายส่งเสริมป่าชุมชน 10,000 ไร่ เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต 30,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

“ในอดีตพื้นที่บนดอยตุง ถูกเรียกว่าเป็นภูเขาหัวโล้น แต่มีการพลิกฟื้นผืนป่าให้เขียวชอุ่มขึ้นมาได้ด้วยพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า ของปวงชนชาวไทย ทรงพระปรีชาสามารถมองเห็นการณ์เบื้องหน้าว่าจะเกิดหายนะ หากว่าไม่ช่วยกันแก้ไขแต่เนิ่นๆ พระองค์จึงทรงมีพระดำริที่ว่า ‘ปลูกป่า ปลูกคน’ การที่จะพัฒนาหรือส่งเสริมสิ่งใดได้ ต้องพัฒนาและส่งเสริมคนก่อน ให้ชาวบ้านร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมทำทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่ม เพราะเห็นประโยชน์และได้รับประโยชน์จริง จนเกิดความเป็นเจ้าของ หวงแหน และดูแลรักษาการพัฒนานั้นๆ”….นี่คือหนึ่งในหลักการและเหตุผลที่ ราช กรุ๊ป ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
โดยเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างเป็นทางการ คุณชูศรี เกียรติขจรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นำทีมคณะผู้บริหาร และผู้สื่อข่าวสายพลังงาน พาขึ้นภาคเหนือ จ.เชียงราย ร่วมเป็นสักขีพยาน ก่อการดี ครั้งนี้ ระหว่างราช กรุ๊ป และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง โดยนายธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นผู้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ โดยมีพื้นที่ป่าชุมชน 10,000 ไร่ เป็นเป้าหมายในการดึงชุมชนมาร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ

กรรมการผู้จัดการใหญ่ ราช กรุ๊ป ขยายความในรายละเอียดว่า การดำเนินงานของทั้งสองหน่วยงานอยู่ระหว่างการจัดทำเล่มรายงานของโครงการปี 2022 (พ.ศ.2565) (จำนวนพื้นที่ 1,000 ไร่) เพื่อขอขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ Thailand Voluntary Emission Reduction: T-VER ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการดำเนินโครงการสามารถนำไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง (Carbon Offsetting) หรือขายคาร์บอนเครดิตให้แก่ผู้ที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่วนโครงการปี 2023 (พ.ศ.2566) อยู่ระหว่างการคัดเลือกพื้นที่ (10,000 ไร่) เพื่อเฟ้นหาป่าชุมชนที่มีการบริหารจัดการที่ดีเข้าร่วมโครงการ
“ความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานที่ไม่เพิกเฉยต่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างสมดุลระหว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการนำเครดิตมาขึ้นทะเบียนขายให้กับธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเกณฑ์ เป็นการใช้โอกาสให้เกิดประโยชน์ ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้แก่ชุมชน แต่ยังช่วยพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลป่าให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน”
นอกจากนี้ เอ็มดี ราช กรุ๊ป ยังกล่าวถึงการขับเคลื่อนธุรกิจของราช กรุ๊ป โดยชูกลยุทธ์ธุรกิจ 3S : Strenght – Synergy – Sustainability ขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน

คุณชูศรีกล่าวว่า แน่นอนว่าธุรกิจผลิตไฟฟ้าและพลังงานยังคงเป็นเป้าหมายหลักที่จะสร้างรายได้เสริมหนุนองค์กรในปี 2566 บริษัทจะมีการรับรู้กำลังการผลิตเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นอีก 1,207.13 เมกะวัตต์ ที่จะส่งผลให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียมงบประมาณสำหรับการลงทุนในปี 2566 จำนวน 35,000 ล้านบาท เพื่อใช้ขยายการลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้าจำนวน 29,000 ล้านบาท และธุรกิจนอกภาคไฟฟ้า (Non-Power Business) อีก 6,000 ล้านบาท คาดการณ์ว่าผลการดำเนินงานในปี 2566 จะเติบโตดีขึ้น โดยบริษัทมีเป้าหมาย EBITDA ไม่น้อยกว่า 12,000 ล้านบาท
รายละเอียดของแผนกลยุทธ์ของบริษัทกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2566-2570 คุณชูศรี ขยายความว่า จะมุ่งเน้นเป้าหมาย 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การเติบโตของผลตอบแทน โดยตั้งเป้าหมาย EBITDA เติบโตจาก 12,000 ล้านบาท เป็น 15,000 ล้านบาท ในปี 2570 2.การขยายธุรกิจ Non-Power กำหนดเงินลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ในปีนี้ โดยปี 2570 ธุรกิจนี้จะสร้างรายได้เข้ามาเสริมให้บริษัท ร้อยละ 5

3.เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนให้ได้ร้อยละ 20 ของกำลังการผลิตรวม และเพิ่มขึ้นมาเป็นร้อยละ 25 ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป และ 4.พัฒนาการด้านงานสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาลให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล และเตรียมความพร้อมสำหรับการประกาศความมุ่งมั่นความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2570
เอ็มดี ราช กรุ๊ป กล่าวอีกว่า ยังมีกลยุทธ์ S2-Synergy โดยใช้บริษัทร่วมทุน เน็กส์ซิฟ ราช เอ็นเนอร์จี อินเวสเมนท์ (NREI) เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วในประเทศออสเตรเลีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ จำนวน 8 โครงการ กำลังผลิตรวมประมาณ 843 เมกะวัตต์ ให้สามารถดำเนินการตามแผนการผลิตของบริษัท ตั้งแต่ปี 2567 จนถึง ปี 2573

ส่วนกลุ่มธุรกิจ Non-power จะมุ่งเน้นที่ธุรกิจบริการสุขภาพ โดยยังคงจับมือกับกลุ่ม PRINC ด้านนวัตกรรมยังดำเนินการผ่านบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด อีกทั้งยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนากรีนไฮโดรเจน โดยมีแผนจะดำเนินการที่ออสเตรเลียเป็นแห่งแรก
“แผนกลยุทธ์ธุรกิจที่กล่าวมา ที่สุดแล้ว แผนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้มีความก้าวหน้าเป็นสิ่งที่ต้องทำให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะในปีนี้บริษัทมีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตให้ได้ 30,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานทดแทนให้ถึง 20% และพัฒนาคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนอีก 10,000 ไร่ ที่บริษัทเข้าร่วมโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์” เอ็มดี ราช กรุ๊ป กล่าวทิ้งท้าย…เพราะเป็นภารกิจที่ทำแล้ว ไม่เพียงประโยชน์กับบริษัทเท่านั้น แต่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน ต่อประเทศ และต่อโลกใบนี้ ตามพระราชดำริของสมเด็จย่า ทรงตรัสไว้ “ปลูกป่า ปลูกคน”
พรรณวดี ชัยมงคล

