สกู๊ปหน้า 1 มติชน : อัพเดตบาทดิจิทัล ก้าวทันโลกยุคใหม่
ข้าโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง พรรค การเมืองใหญ่อย่างเพื่อไทย ออกนโยบายเรียกเสียงฮือฮาสุดสุด กับการแจกเงินดิจิทัล ให้กับประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป เพื่อใช้จ่ายในรัศมีไม่เกิน 4 กิโลเมตร โดยพิกัดต้องระบุตามที่อยู่อาศัย แม้จะสร้างความตื่นตาตื่นใจ แต่ก็มีคนไทยบางส่วนยังไม่คุ้นเคยกับการใช้เงินดิจิทัล หรือคริปโทเคอร์เรนซี รวมไปถึงยังไม่รู้ว่าประเทศไทยได้เริ่มพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่เริ่มทดลองใช้บ้างแล้ว
สำหรับเงินดิจิทัลของไทย หรือเรียกว่า เงินบาทดิจิทัล คือเงินสกุล CBDC ย่อมาจาก Central Bank Digital Currency ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถูกพัฒนาขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ภายใต้ชื่อโครงการอินทนนท์ เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2560
โดย ธปท.ดำเนินการร่วมกับสถาบันการเงิน 8 แห่ง อาทิ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) และธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด
นอกจากนี้ ยังร่วมกับบริษัท R3 (ผู้พัฒนา DLT ใน Corda Platform) ในการทดสอบความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ DLT หรือบล็อกเชน (Blockchain) กับระบบการชำระเงินของประเทศ โดยเงินดิจิทัล Central Bank Digital Currency (CBDC) พัฒนาเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเหมือนกับเงินสด
ความแตกต่างระหว่างเงินบาทดิจิทัลและเงินสด ที่อยู่ในรูปธนบัตรและเหรียญกษาปณ์นั้น โดยปกติจะใช้เงินต้องถอนเงินฝากมานับและใช้จ่ายเงินผ่านมือ แต่เงินบาทดิจิทัลเป็นเงินที่ไม่มีอะไรให้จับต้องได้ แต่เป็นเงินที่ออกโดยธนาคารกลาง สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และมีสินทรัพย์ภาครัฐหนุนหลังเหมือนเงินสด
ทั้งนี้ ก่อนจะใช้งานได้ประชาชนจะต้องเอาเงินฝาก หรือเงินสดมาแลกไปเก็บไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัล สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มี
สมาร์ทโฟน อินเตอร์เน็ต หรือบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงิน ก็จะสามารถเข้าถึงใช้งานได้ด้วย เช่น ผ่านการ์ดที่ใช้แตะเพื่อรับจ่ายเงินได้ อีกทั้งวิธีการใช้จ่ายจะง่ายขึ้นเพียงใช้การสัมผัสเท่านั้น รวมถึงลดค่าธรรมเนียมการใช้จ่ายจากการทำธุรกรรมได้ด้วย
ขณะเดียวกัน เงินบาทดิจิทัลถูกรับรองโดย ธปท. มีความปลอดภัยสูง แตกต่างจากคริปโทเคอร์เรนซีบางประเภทที่ออกโดยเอกชน และมีกลไกตรึงมูลค่ากับสกุลเงินหลัก หรือสินทรัพย์อื่นให้ราคาผันผวนน้อยลง หรือสเตเบิลคอยน์ (stablecoins) ซึ่งผู้ถือก็อาจไม่สามารถมั่นใจได้ว่าสินทรัพย์ที่ใช้ตรึงมูลค่ามีอยู่จริงและมีหน่วยงานใดเป็นผู้รับรองให้
นอกจากนี้ เงินบาทดิจิทัลแตกต่างจากเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-money) เพราะ e-money เป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกโดยสถาบันการเงินและผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (non-bank) ภายใต้กฎหมายระบบการชำระเงิน ผู้ให้บริการจะออก e-money ให้แก่ผู้ใช้ที่เติมเงินไว้ล่วงหน้าเพื่อเอาไปจ่ายชำระค่าสินค้าและค่าบริการในวงปิด เฉพาะเครือข่ายที่รับชำระ e-money นั้นๆ ซึ่งอาจอยู่ในรูปการ์ด เช่น บัตรรถไฟฟ้า บัตรเติมเงิน หรืออยู่ในเครือข่ายของผู้ให้บริการ เช่น ทรูมันนี่ แรบบิท ไลน์ เพย์ ช้อปปี้เพย์
แกร็บเพย์ ฯลฯ ซึ่งมูลค่าของ e-money ในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์จะเท่ากับมูลค่าเงินที่เติมไว้ ซึ่งต่างจากเงินบาทดิจิทัลที่ใช้จ่ายชำระได้ในวงกว้าง ประชาชนใช้งานกันได้อย่างทั่วถึงกว่า
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเงินบาทดิจิทัลถือเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินของประเทศ ให้พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่เพิ่มเม็ดเงินให้กับเศรษฐกิจ ซึ่งจะเปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ จากผู้ให้บริการทางการเงินเอกชนที่ต่อยอดการทำธุรกิจ และยังใช้เป็นเครื่องมือช่วยให้นโยบายภาครัฐเข้าถึงประชาชนรวดเร็วตรงจุด ลดการรั่วไหล และติดตามวัดประสิทธิผลนโยบายได้
ขณะที่ความคืบหน้าล่าสุดของ เงินบาทดิจิทัล ธปท.แจ้งว่า การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางสำหรับการใช้งานในภาคประชาชน (Retail CBDC) ได้มีการขยายขอบเขตการศึกษาและพัฒนาในภาคประชาชนไปสู่การใช้งานจริงในวงจำกัด (Pilot) ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อประเมินถึงประโยชน์และความเสี่ยง รวมทั้งกำหนดนโยบายและปรับปรุงการออกแบบ CBDC ในอนาคต
โดยการทดลองใช้งานจริงในวงจำกัด หรือระบบแซนด์บ็อกซ์ โดยนำเงินดิจิทัลใช้ชำระค่าสินค้าบริการในพื้นที่เฉพาะทดลองกลุ่มผู้ใช้งาน 10,000 ราย และมีสถาบันการเงินเข้าร่วมสองแห่งคือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) รวมถึงบริษัทชั้นนำด้านการชำระเงินอย่างบริษัท ทูซีทูพี (ประเทศไทย) จำกัด โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 ไปจนถึงกลางปี 2566
อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังไม่มีแผนที่แน่ชัดว่าจะออกสกุลเงินดิจิทัล CBDC สำหรับการใช้งานในภาคประชาชน เนื่องจากต้องพิจารณาประโยชน์และความเสี่ยงอย่างรอบด้านก่อน เพราะอาจส่งผลต่อระบบการเงินของประเทศได้
เรื่องนี้ ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด สะท้อนความคิดเห็นว่า จากกระแสที่พรรคการเมืองชูนโยบายแจกเงินดิจิทัลนั้น หากพรรคดังกล่าวได้ถูกรับเลือกให้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และผลักดันนโยบายนี้ คาดว่าจะยังไม่สามารถจ่ายเงินให้กับประชาชนผ่านระบบที่ ธปท. กำลังพัฒนาได้ เพราะขั้นตอนยังอยู่ระหว่างการทดลอง และยังไม่มีผลลัพธ์ที่ชัดเจน จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าการทดลองดังกล่าวจะแล้วเสร็จช่วงใด
อีกทั้งถ้าจะทำในระบบการเงินนี้ มองว่ายังมีอุปสรรค ช่วงการลงทะเบียนอาจมีการใช้ข้อมูลของประชาชน เพราะการเปิดลงทะเบียนในหลายธนาคาร ประชาชนอาจเลือกลงทะเบียนหลายบัญชี ซึ่งจะเป็นปัญหาการตรวจสอบข้อมูลซ้ำซ้อน รวมถึงกรณีที่ประชาชนไม่ได้ถือบัญชีในธนาคารเดียวจะเกิดปัญหาระบบการจ่ายเงินผิดพลาด จึงต้องกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม หากรัฐจะทำนโยบายดังกล่าวให้ทันภายในปี 2566 รัฐอาจต้องใช้ระบบการเงินที่มีจากโครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น จ่ายเงินดิจิทัลผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง โดยเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่เพื่อให้บริการโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นแอพพ์ที่ประชาชนคุ้นเคยและมีการใช้งานประจำ รวมถึงมีฐานข้อมูลประชาชนอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ถ้ารัฐจะสร้างระบบกระจายผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ประมวลผลบนโครงข่ายบล็อกเชนใหม่ อาจจะซ้ำซ้อนกับระบบที่กำลังพัฒนาหรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
ทั้งนี้ การทำนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ รัฐสามารถทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ เพราะเม็ดเงินอาจสนับสนุนกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายและขับเคลื่อนไปพร้อมกับภาคท่องเที่ยว ท่ามกลางภาคการส่งออกติดลบหลังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ธัญญลักษณ์ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ
เงินดิจิทัล ถือเป็นก้าวสำคัญระบบการเงินไทยที่มีเทคโนโลยีนำพาให้ไปถึง เพื่อยกระดับให้เท่าทันโลกยุคใหม่

