‘แบงก์ชาติ’ คาดครึ่งหลังปี’66 จีดีพีโต 4.3% หวั่นหนี้ครัวเรือนฉุดเศรษฐกิจวูบ
เมื่อวันที่ 24 เมษายน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานพบสื่อมวลชน Meet the Press ว่าประเมินภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวที่ 3.6% และคาดการณ์เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2566 จะขยายตัวที่ 4.3% มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา 16 ล้านคน และทั้งปีคาดว่าจะเข้าไทยถึง 28 ล้านคน ส่งผลให้อัตราการว่างงานลดลงอยู่ที่ 2.6 ล้านคน เป็นโอกาสที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดี ขณะที่การส่งออกจะกลับมาเป็นบวกที่ 4.2%
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือน แม้จะปรับตัวลงเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในระดับสูงที่ 86.9% ขณะที่เงินทุนสำรองของไทย ณ เดือนเมษายน 2566 อยู่ที่ 252,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังอยู่ระดับสูงถือเป็นปัจจัยถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลง โดยระดับหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีมองว่าไม่ควรเกิน 80% ต่อจีดีพี อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับในฝั่งของเจ้าหนี้อย่างสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนจะไม่ลุกลามไปเป็นปัญหาของระบบการเงินอย่างแน่นอน
“ยอมรับว่าหนี้ครัวเรือนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเติบโตได้น้อยกว่าที่ควรเป็น” นายเศรษฐพุฒิกล่าว
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยได้เจอกับการกระทบในหลายด้าน โดยปี 2563-2564 วิกฤตการณ์โควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก ทำให้จีดีพีไทยปี 2563 หดตัว 6.1% ต่อมาในปี 2565 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงต้นปีมาแตะที่ราคา 123 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้เงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 7.9% ในเดือนสิงหาคม ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยก็ยังเผชิญกับสถานการณ์ดอกเบี้ยขาขึ้น จากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 16 ปี
“ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 ถึงปัจจุบัน ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ทำให้ธนาคารขนาดใหญ่ในต่างประเทศหลายแห่งล้ม ส่งผลกระทบต่อระบบการเงินไทยแต่ยังอยู่ในวงจำกัด ซึ่งโดยสรุปแล้วเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ และกำลังฟื้นตัว” นายเศรษฐพุฒิกล่าว

