จอดป้ายประชาชื่น : กำลังซื้อหดหาย-จับจ่ายหดหู่
เข้าไตรมาส 2 เปิดด้วยเดือนเมษายนกับเทศกาลสงกรานต์ ภาครัฐและเอกชนปล่อยอีเวนต์จัดเต็มเอาใจนักเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ไม่ได้สาดน้ำร่วม 3 ปี ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยรับเงินแบบฉ่ำๆ
สะท้อนจากข้อมูลจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดเงินสะพัดกว่า 125,203 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.3% จากปี 2565 ที่มีมูลค่า 106,772 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20,000 ล้านบาท เรียกว่าสดใสขึ้นทันตา
แต่เมื่อหมดเทศกาล ภาพเศรษฐกิจเริ่มหงอยเหงา เพราะรอยต่อภาคกำลังซื้อประชาชนทยอยลดลงจากปัญหาค่าครองชีพราคาสูงขึ้น ตลอดปัจจัยเรื่องค่าไฟฟ้าปรับใหม่งวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 ที่ระดับ 4.77 บาทต่อหน่วย (ล่าสุดคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเตรียมลดเหลือ 4.70 บาทต่อหน่วย) อาจเป็นชนวนทำให้ราคาสินค้าหลายหมวดปรับขึ้นอีกครั้งจากภาวะต้นทุนแพง
เมื่อประชาชนมีรายจ่ายมากขึ้น แต่รายได้เท่าเดิม สถานการณ์การใช้จ่ายจึงเข้าโหมดระวังตัว เพราะครัวเรือนต่างมีปัญหาหนี้เป็นชนักติดหลัง
เรื่องนี้ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด โดย เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ มองว่า การใช้จ่ายของประชาชนช่วงไตรมาส 2 จะซบเซา ใช้จ่ายวงจำกัด ประชาชนจะเลือกซื้อแต่สินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นหลัก เพราะปัญหาเรื่องค่าครองชีพกดดันการใช้เงิน อาทิ ค่าน้ำมัน ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ค่าราคาสินค้า รวมถึงค่าไฟฟ้าที่ถูกปรับขึ้น ล้วนมีผลต่อจิตวิทยาการใช้จ่ายที่บางตาลง
อีกทั้งเศรษฐกิจเข้าช่วงโลว์ซีซั่นและเริ่มเข้าฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม นักท่องเที่ยวไม่นิยมเดินทางช่วงฝนชุก ทำให้การท่องเที่ยวชะลอตัวลง แม้จะมีเม็ดเงินไหลจากการเลือกตั้ง แต่ไม่เพียงพอต่อการ
กระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม และไม่เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจที่แท้จริง
“ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศทางเศรษฐกิจนานเกินควร รัฐบาลชุดใหม่ควรจัดตั้งอย่างเร็วที่สุด หากรัฐมีนโยบายประชานิยมแจกเงินให้จับจ่ายใช้สอยควรพิจารณาอย่างรอบคอบให้ครบทุกมิติ เพื่อไม่ให้เกิดภาระทางการคลังในอนาคต” ผู้บริหารศูนย์วิจัยกสิกรไทยแนะ
พลันที่รัฐบาลเริ่มรันงาน นโยบายประชานิยมจะเดินหน้าแน่ ส่วนจะกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดประโยชน์หรือไม่ คงต้องฝากความหวังรัฐบาลใหม่แสดงฝีมือ!!

