“สันติธาร” แนะปรับทักษะแรงงานก่อนเทคโนโลยีเข้าแทนที่คน ชี้รัฐต้องหนุนเอกชน

25.04.23 | 10:28 น.

“สันติธาร” แนะปรับทักษะแรงงานก่อนเทคโนโลยีเข้าแทนที่คน ชี้รัฐต้องหนุนเอกชน

เมื่อวันที่ 25 เมษายน นายสันติธาร เสถียรไทย นักวิชาการ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับเรื่องการเพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน โดยมีรายละเอียดว่า “โจทย์ใหญ่ของประเทศอันดับต้นๆข้อนึงคือการทำรีสกิล-อัพสกิลหรือเพิ่มและปรับทักษะของคนทำงานให้เปลี่ยนตามโลกทัน (Reskill-Upskill)

หากรีสกิลไม่ทันโลกที่เปลี่ยน เทคโนโลยีจะมาลดบทบาทของคนลงเรื่อยๆ แม้หลายอย่างจะไม่ได้แทนที่ 100% ก็ทำให้ค่าแรงลดลงเพราะมีความสำคัญน้อยลง การมาของ Generative AI อย่าง ChatGPT ยิ่งทำให้เห็นว่าแม้แต่แรงงานทักษะกลาง-สูง หรือสายครีเอทีฟ ก็ไม่ได้ปลอดภัย

หากอัพสกิลไม่ทัน การเพิ่มค่าแรงที่ช่วงนี้มีการถกเถียงกันเยอะก็ทำได้ไม่ยั่งยืน เพราะหากดันค่าแรงขั้นต่ำสูงไป ธุรกิจก็จะลดคนลงยิ่งหันไปใช้เทคโนโลยีมากขึ้นอีก หรือถ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็กปรับตัวไม่ทันก็อาจจะเจ๊งไปก็มีคนตกงานอีก

ในทางกลับกันการรีสกิลหากทำสำเร็จก็เป็นโอกาสที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้คนตัวเล็กได้ เพราะเทคโนโลยีก็สร้างอาชีพใหม่ๆหรือเพิ่มproductivity ให้คนได้มากเช่นกัน ที่ผ่านมาเทคโนโลยีดิจิทัลก็ได้สร้าง MSME รุ่นใหม่ที่เติบโตก้าวกระโดดได้โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน สร้างตลาดอินฟลูฯที่มีหน้าที่ใหม่ๆเพิ่มขึ้นมา และล่าสุดก็มีเทรนด์ในต่างประเทศที่คนทำงานประจำ 2 งานขึ้นไปได้เพราะใช้ ChatGPT ช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้นมากๆ
แต่นโยบายที่จะช่วยรีสกิลคนจำนวนมากควรจะเป็นอย่างไรยังเป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาและทดลองอีกมาก เนื่องจากประเทศหนึ่งที่มีชื่อเสียงด้านนี้ระดับโลกคือ สิงคโปร์ ผมเลยลองไปคุยกับคนที่ทำนโยบายเรื่องนี้ของสิงคโปร์ว่าเขามีบทเรียนที่ดีและไม่ดีอะไรบ้างที่น่าจะมีประโยชน์กับเรา

Advertisement

เขาเล่าให้ฟังว่าทางสิงคโปร์เขามองแบ่งการรีสกิลฯเป็นสองระดับ

แบบที่หนึ่งคือ “ระดับพื้นฐาน” คือเป็นการสร้างทักษะจำเป็นที่ประชาชนทุกคนควรมีเพื่อให้อยู่ได้ในยุคใหม่เช่น ทักษะดิจิทัลพื้นฐาน ใช้แอพฯสื่อสารได้ ชำระเงินและทำธุรกรรมการเงินออนไลน์บางอย่างเป็น ซื้อของจำเป็นได้ เรียกรถได้ และรู้เท่าทันภัยออนไลน์ ข่าวปลอม ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าต่อไปลิสท์นี้ก็อาจเปลี่ยนไปและยาวขึ้นไปอีกเมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามา

ในส่วนนี้รัฐมีหน้าที่ประสานงานดึงภาคเอกชนที่เขาก็อยากเสริมสร้างทักษะดิจิทัลให้คนอยู่แล้วเข้ามาช่วย(เช่นอยากให้คนใช้แอปของเขาเป็น) และรัฐบาลค่อยช่วยเติมเต็มส่วนที่เป็นช่องว่าง เช่นกลุ่มคนที่อาจไม่ใช่เป้าหมายทางธุรกิจหรือตกหล่น (เช่น กลุ่มคนสูงอายุที่รายได้ไม่สูง) โดยจับมือกับภาคประชาชน NGO ธุรกิจเพื่อสังคม ที่มีความเข้าใจและรู้จักคนกลุ่มนั้นๆดีกว่า รู้ว่าต้องทำไงถึงจะเข้าถึง

หากรัฐบาลมีนโยบายจะกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้วก็อาจมีการใส่เงินบางส่วนเข้ามาสร้างแรงกระตุ้นให้คนหันมาใช้ดิจิทัลเป็นมากขึ้น เช่น มีการแจกเป็นคูปอง-เครดิตให้SME ต้องใช้ในตลาดออนไลน์เท่านั้น เพื่อกระตุ้นให้มาใช้ดิจิทัลมากขึ้น เป็นต้น

แต่แค่นี้ไม่พอ มันยังมีการรีสกิลอีกประเภท คือ “ระดับวิชาชีพ” เป็นการรีสกิลเพื่อหางานให้คนโดยเฉพาะ มี 3 โมเดล

1.ช่วยรีสกิลแล้วหางาน รัฐช่วยคัดโปรแกรมฝึกรีสกิลต่างๆทั้งออฟไลน์ออนไลน์จากหลายเจ้าที่มีคุณภาพมารวมกันไว้ให้คนสามารถเลือกเรียนได้ แล้วรัฐช่วยชดเชยค่าเรียนให้กับกลุ่มเป้าหมาย ลักษณะคล้ายๆกับโครงการ SkillsFuture ชื่อดังที่ทำมาหลายปีแล้ว

แต่ในรอบนี้จะเน้นโปรแกรมฝึกที่โฟกัสให้คนหางานได้ และการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐจะสูงกว่ายามปกติเพราะจะมีเงินให้คนที่เข้าร่วมโครงการรีสกิลเหล่านี้ด้วยโดยมีเงื่อนไขว่าต้องเรียนจนจบ โดยงบนี้มาจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง (เพราะโครงการนี้ทำช่วงโควิด)

คนที่แชร์เค้ายอมรับว่าถ้าวัดผลว่าคนกี่%จากโครงการได้งานอาจจะดูไม่สูงมากประมาณร้อยละ 60 ของทั้งหมด ส่วนหนึ่งเพราะกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มที่ปกติจะหางานยากอยู่แล้วในยามเศรษฐกิจตกต่ำ
แต่หากมองในทางกลับกันว่านี่เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ แทนที่จะแจกเงินให้คนเฉยๆรัฐผลักดันให้เขาได้รีสกิลตัวเองด้วยและก็มีกว่าครึ่งที่หางานได้ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว

2.ช่วยรีสกิลคนได้งาน ธุรกิจเลือกคนเองและรัฐช่วยจ่ายค่าฝึกรีสกิลให้ในโมเดลธุรกิจจะเลือกคนจากกลุ่มคนที่หางานอยู่ โดยอาจรับคนที่โปรไฟล์“เกือบจะใช่”แต่ขาดทักษะสำคัญบางด้าน เช่นสำหรับบริษัทเทคโนโลยีคนนี้อาจจะมีทัศนคติที่ดี ทักษะพื้นฐานดีแต่ขาดทักษะเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่สำคัญเพราะทำงานมาในอุตสาหกรรมอื่น

ปกติธุรกิจคงไม่รับเข้ามาเพราะแบกต้นทุนต่างๆในการฝึกพัฒนาทักษะ แต่คราวนี้เพราะรัฐบาลช่วยจ่ายค่ารีสกิล (และขอความร่วมมือ) จึงทำให้ธุรกิจเหล่านี้ยอมลองจ้างคนเหล่านี้เข้ามาแล้วฝึกไปยาวๆหลายเดือนควบคู่กับทำงานไปด้วย

คนที่แชร์ให้ฟังบอกว่าโปรแกรมนี้ถือว่าเวิร์คที่สุดที่เคยทำมาโดย 90%ของคนที่รับเข้าไปยังทำงานอยู่ในองค์กรนั้นๆหลังผ่านมาปีกว่าและได้เพิ่มทักษะใหม่ๆอย่างชัดเจน

เขามองว่าหัวใจที่ทำให้สำเร็จเป็นเพราะว่าโปรแกรมนี้เกิดจากความต้องการคนของธุรกิจเอง (demand driven) และองค์กรก็จ้างคนที่โปรไฟล์ตรงจริตกับองค์กรอยู่แล้วแต่ต้องมาเติมบางทักษะทีหลัง บวกกับการรีสกิลเป็นการทำพร้อมทำงานจริงๆไปด้วย (on the job training)

แต่ข้อจำกัดของโปรแกรมนี้คือต้องได้ความร่วมมือจากบริษัทใหญ่ๆที่พอมีเวลาและทรัพยากรมาช่วยเทรนคน และอาจจะไม่ได้ช่วยคนกลุ่มที่เปราะบางที่สุดเพราะว่าธุรกิจก็คงไม่รับคนกลุ่มนั้นมาตั้งแต่ต้น

3.ช่วยรีสกิลคนมีงานอยู่แล้วโมเดลสุดท้ายคือการช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรีสกิลคนที่ทำงานอยู่แล้วในMSME เพราะธุรกิจเหล่านี้มักไม่มีทุนที่จะทำเทรนนิ่งเหล่านี้ เช่นเพิ่มทักษะดิจิทัลด้านธุรกิจต่างๆให้กับคนเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถทำดิจิทัลทรานสฟอร์เมชันได้อย่างราบรื่นขึ้น

แต่ปัญหาของโปรแกรมนี้คือส่วนใหญ่พอฝึกมาเสร็จแล้วกำลังร้อนวิชาอยากลองทำจริง ธุรกิจMSMEจำนวนมากกลับไม่ได้มีแผนที่จะทำทรานสฟอร์เมชัน สุดท้ายจึงไม่ได้ใช้จริง

ดังนั้นโมเดลจะเวิร์คได้ต้องมีนโยบายอื่นๆที่ผลักดันให้ MSMEพยายามทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันควบคู่กันไปด้วย

ยังมีรายละเอียดอีกที่อาจแชร์ไม่ได้หมดตรงนี้แต่สำหรับผมข้อคิดที่ได้จากประสบการณ์ทำรีสกิลของสิงคโปร์คือ

หนึ่ง มันไม่ได้มีสูตรเดียวที่เวิร์คกับทุกกลุ่มทุกช่วงเวลา ต้องแบ่งsegmentation ดีๆ

สอง ต้องมีการกำหนดให้ชัดว่าจุดประสงค์คืออะไรและหน้าตาของความสำเร็จของแต่ละโครงการคืออะไร

สาม ติดตามประเมินผลถอดบทเรียนตลอดเวลาแม้แต่โครงการที่ประสบความสำเร็จดีก็ไม่ยกเว้น ขนาดรัฐบาลที่ขึ้นชื่อระดับโลกว่าทำเรื่องนี้ได้ดีก็มีการลองผิดลองถูกเยอะมากและก็ยังปรับอยู่เรื่อยๆ

สี่ ต้องแบ่งงานรัฐ-เอกชนดีๆ คอยถามว่าตรงนี้ทำไมรัฐต้องทำ เอกชนทำเองไม่ได้หรือ และใครได้ประโยชน์
ส่วนตัวคิดว่าโจทย์เรื่องรีสกิล-อัพสกิลคนนั้นสำคัญมากและอยากชวนให้ช่วยกันคิดเยอะๆ ช่วงนี้มีการถกเถียงกันเรื่องนโยบายเกี่ยวกับแรงงานพอสมควร ก็หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะพอมีประโยชน์ครับ