คลัง หั่นจีดีพี’66 เหลือ 3.6% คาดส่งออกติดลบ 0.5% มองนักท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 29.5 ล้านคน เงินเฟ้อคลาย คาดไทยกลับมาเกินดุล
เมื่อวันที่ 25 เมษายน นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 อยู่ที่ 3.6% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 3.1%-4.1%) ซึ่งลดลงจากการประมาณการเมื่อเดือนมกราคม 2566 ที่คาดไว้ 3.8% ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การคาดการณ์ในครั้งนี้ลดลงคือ ภาคการส่งออกปี 2566 ที่คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐลดลงเหลือ -0.5% จากเดิมคาดไว้ที่ 1%
นายพรชัยกล่าวว่า สำหรับปัจจัยสนับสนุนสำคัญของปี 2566 คือภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียและกลุ่มสหภาพยุโรปที่เพิ่มขึ้น คาดว่าในปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศไทย 29.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 27.5 ล้านคน และคาดว่ามีรายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.3 ล้านล้านบาท รวมทั้งภาคการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ 4.1% ตามรายได้ภาคประชาชนที่ฟื้นตัวตามสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศ ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงช่วยให้การบริโภคเพิ่มขึ้น

“ด้านเสถียรภาพภายในประเทศคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 2.6% ปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1.0%-3.0% เนื่องจากราคาพลังงานโลกที่ลดลง ทำให้แรงกดดันด้านอุปทานจากต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันคลี่คลายลง สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศ ดุลบริการมีแนวโน้มจะกลับมาเกินดุลตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2566 มีแนวโน้มที่จะกลับมาเกินดุล 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 0.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี)” ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลังระบุ
ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลังกล่าวอีกว่า ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดมีทั้งปัจจัยสนับสนุน อาทิ 1.ภาคการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวทุกสัญชาติที่มีจำนวนมากกว่าที่คาดการณ์ 2.สถานการณ์เงินเฟ้อที่ลดลงเร็วกว่าที่คาดไว้ ส่งผลบวกต่อการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น และปัจจัยเสี่ยง อาทิ 1.ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของตลาดการเงินโลกจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของประเทศคู่ค้าหลักและปัญหาสถาบันการเงินในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป และ 2.ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงระหว่างประเทศและปัจจัยการผลิตต่างๆ

