กปน.ย้ำจำเป็นขึ้นค่าน้ำประปา แบกรับต้นทุนค่าน้ำดิบ 1พันล้านบาท ค่าสารเคมี-ต้นทุนพลังงาน ต้องส่งรายได้รัฐ50%
เมื่อวันที่ 25 เมษายน นายนริศ ขำนุรักษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลการประปา เปิดเผยกรณีที่มีกระแสข่าวว่าการประปานครหลวงและการประปาภูมิภาค มีแผนจะเพิ่มค่าน้ำประปา จากต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นว่า ยังไม่ได้มีการประสานจะเสนอขอปรับเพิ่มอัตราค่าน้ำประปาตามที่เป็นข่าว และส่วนตัวมองว่าน่าจะไม่มีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาในรัฐบาลนี้ เพราะยังไม่เหมาะสม เนื่องจากยังอยู่ในสถานการณ์ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาค่าครองชีพ
นายมานิต ปานเอม ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) กล่าวว่า ปัจจุบัน กปน.ได้ดำเนินการผลิต จัดส่ง และจำหน่ายน้ำประปาให้กับประชาชนในพื้นที่ กทม. จ.นนทบุรี และ จ.สมุทรปราการ ประมาณ 12 ล้านคน โดยให้ความสำคัญที่จะให้บริการที่ดี และหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุด ปัจจุบันรายได้ค่าน้ำประปาของ กปน.ไม่ได้มีอัตราการเติบโตเช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เพราะเก็บอัตราค่าน้ำประปาต่ำกว่าต้นทุนปัจจุบัน กปน.มีการแบกรับต้นทุนนี้เอง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระต่อประชาชน เช่น ต้นทุนค่าน้ำดิบ ที่กรมชลประทานเรียกเก็บในอัตรา 50 สตางค์ต่อ ลบ.ม. แต่ กปน.เก็บจากผู้ใช้น้ำเพียง 15 สตางค์ต่อ ลบ.ม. ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนส่วนนี้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท
รวมถึงต้นทุนค่าพลังงาน ค่าสารเคมีที่ใช้การผลิตทีเพิ่มขึ้น รวมถึงการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบประปา ซึ่ง กปน.ใช้เงินรายได้เป็นแหล่งทุนในการพัฒนาระบบงานประปาและการให้บริการที่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เป็นภาระของรัฐบาล อีกทั้งยังพยายามบริหารจัดการต้นทุนที่เกิดขึ้น และเมื่อมีกำไรจากการดำเนินงาน กปน. ยังคงต้องนำส่งรายได้ให้รัฐร้อยละ 50
“ที่สำคัญ กปน.ไม่ได้ขึ้นน้ำประปามาเลยตั้งแต่ปี 2543 รวมเวลาถึง 23 ปีแล้ว ที่ใช้เรียกเก็บจากผู้ใช้น้ำในอัตราคงเดิม ซึ่งการที่ กปน.ต้องมีการปรับโครงสร้างราคาน้ำประปาที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอ และครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการจัดส่งรายได้ให้รัฐร้อยละ 50 จากการคำนวณเบื้องต้น หากไม่มีการปรับโครงสร้างราคาน้ำประปา ในปี 2570 กปน.จะไม่มีรายได้จัดส่งให้รัฐได้อีกแล้ว ดังนั้น การปรับโครงสร้างราคาน้ำประปาจึงจำเป็นในอนาคต
และต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะต้องปรับราคาในอัตราเท่าใด ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษา เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ตรงกับความเป็นจริงที่สุด โดยยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง แต่สิ่งที่ กปน.คำนึงถึงมากที่สุดคือ การปรับโครงสร้างราคาน้ำประปา ต้องส่งผลกระทบต่อภาคครัวเรือนประชาชนให้น้อยที่สุด” นายมานิตกล่าว

