COTTO แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1/66 รายได้และกำไรเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7 และร้อยละ 23 ตามลำดับ เตรียมจัดประชุมผู้ถือหุ้น 23 พ.ค.นี้ ขอมติเอกฉันท์แผน SCG Decor เสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ COTTO ราคา 2.40 บาทต่อหุ้น
นายนำพล มลิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ COTTO และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด หรือ SCG Decor เปิดเผยงบการเงินรวมก่อนสอบทาน ของ COTTO ในไตรมาสที่ 1 ปี 2566 ว่า บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 3,458 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากการปรับราคาสินค้าขึ้นบางรายการ แม้ว่าปริมาณการขายภาพรวมจะลดลงร้อยละ 10 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากปริมาณการขายส่งออกที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนก็ตาม นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีรายได้จากการขายที่ดิน 25 ล้านบาทอีกส่วนหนึ่งด้วย จึงทำให้มีกำไรสำหรับงวด 260 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ ความต้องการใช้กระเบื้องเซรามิกในไตรมาสนี้ มีแนวโน้มทรงตัวจากปีที่ผ่านมา โดยกำลังซื้อชะลอตัวในตลาดชาวบ้านตามอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวมีกำลังซื้อฟื้นตัวอย่างชัดเจนโดยได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักและการเปิดประเทศของจีน สำหรับราคาพลังงานยังคงเพิ่มขึ้นแต่เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลงตามสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก
“อย่างไรก็ตามในไตรมาสที่ 2 คาดว่าจะมีแนวโน้มที่ดี จากการฟื้นตัวในภาคการท่องเที่ยวและความต่อเนื่องของงานโครงการภาคเอกชน ถึงแม้ว่ากำลังซื้อในตลาดชาวบ้านจะยังชะลอตัวก็ตาม นอกจากนี้ ยังคงมีความเสี่ยงที่ยังต้องพิจารณา ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากวิกฤติเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงที่อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการสินค้า รวมถึงการผันผวนของราคาพลังงานที่จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต โดยบริษัทฯ จะยังคงเน้นการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการบริหารร่วมกับการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง” นายนำพล กล่าว
ในส่วนของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ การพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และการคงสถานะผู้นำตลาดเซรามิกในประเทศนั้น นายนำพล เปิดเผยว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด จึงเป็นที่น่าภูมิใจว่าในปีนี้ กระเบื้องปูพื้นและกรุผนัง COTTO ยังสามารถคว้ารางวัลแบรนด์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคประจำปี 2566 หรือ “Thailand’s Most Admired Brand” ได้ติดต่อกันเป็นปีที่ 12 พร้อมกันนี้ จะเร่งต่อยอดพัฒนาสินค้านวัตกรรมและสินค้ามูลค่าเพิ่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคให้ความสำคัญกับปัจจัย “รักษ์โลก” เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำสถานะผู้นำเทรนด์นวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยและมุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของแบรนด์ COTTO ด้วยการพัฒนาสินค้าตามแนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดการใช้พลังงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทฯ มีการตั้งเป้าหมายสัดส่วนยอดขายสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมฉลาก SCG Green Choice เป็นจำนวนร้อยละ 80 ของรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ภายในปี 2573
“เมื่อต้นปี 2565 COTTO ได้เปิดตัว กระเบื้อง ECO Collection ที่ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติลงร้อยละ 80 จากการนำของเหลือในกระบวนการการผลิตกลับมาใช้ใหม่ตามแนวทาง Zero Waste รวมถึงลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิต และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่งลงถึงร้อยละ 75 ปัจจุบันผ่านมาแล้ว 1 ปี ล่าสุด กระเบื้อง ECO Collection ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สมาคมสถาปนิกสยามแนะนำ โดยได้รับรางวัล “ASA Platform Selected Materials 2023″ ประเภท Sustainable Materials ร่วมด้วย วัสดุตกแต่งพื้นผิว Soft+Floor Collection LT by COTTO ที่ได้รับรางวัลประเภท Healthcare and Hygiene Materials จากงานสถาปนิก’66 สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อบริษัท ให้ความสำคัญและดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ผู้บริโภคและลูกค้ากลุ่มเป้าหมายก็พร้อมที่จะให้การตอบรับและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ ตลอดจนองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมเช่นกัน” นายนำพล กล่าว
นายนำพล กล่าวอีกว่า บริษัทฯเตรียมจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ เพื่อขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นถึงแผนเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ COTTO ราคา 2.40 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาซื้อขายปัจจุบัน และสูงกว่าราคา ณ วันที่ประกาศ โดยเชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุน ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นเอกฉันท์

