หน้าแรก เศรษฐกิจ บทนำ : ช่วยค่...

บทนำ : ช่วยค่าไฟ

28.04.23 | 00:05 น.

ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 25 เมษายน มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติช่วยเหลือประชาชนระยะเร่งด่วน จากค่าไฟฟ้าแพง โดยนายอนุชา บูรพชัยศรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกรัฐบาล แถลงว่า ครม.รับทราบรายงานสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าของประชาชนประเภทบ้านอยู่อาศัยในช่วงฤดูร้อนปี 2566 และเห็นว่ามีความจำเป็นสำหรับมาตรการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนราคาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น และสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่สูงกว่า 40 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 6% ซึ่งจะได้นำเสนอ กกต.พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

ผู้ได้รับการช่วยเหลือประกอบด้วย กลุ่มเปราะบาง
และผู้ใช้ไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยให้ส่วนลดแบบขั้นบันไดแก่ผู้ใช้ไฟ งวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2566 (4 เดือน) ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 1-150 หน่วยต่อเดือนให้ส่วนลดค่าไฟฟ้า 92.04 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีผลต่างค่าไฟฟ้าตามสูตรค่า Ft เรียกเก็บและส่วนลด 1.39 สตางค์ต่อหน่วย ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 151-300 หน่วยต่อเดือน ให้ส่วนลด 67.04 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีผลต่างค่าไฟฟ้าตามสูตรค่า Ft เรียกเก็บและส่วนลด 26.39 สตางค์ต่อหน่วย คาดว่ามีผู้ได้รับการช่วยเหลือรวม 18.36 ล้านราย ใช้งบประมาณรวมในกรอบไม่เกิน 7,602 ล้านบาท ในงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2566 จากงบกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566

อีกส่วน คือมาตรการช่วยเหลือประชาชน ให้ส่วนลดแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย จำนวน 150 บาทต่อราย โดยกำหนดให้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในรอบบิลเดือน พ.ค.2566 ซึ่งเป็นช่วงเดือนที่มีสถิติความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ เพื่อลดภาระของประชาชนซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน 23.40 ล้านรายใช้งบประมาณรวมในกรอบไม่เกิน 3,510 ล้านบาท จากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

ผู้ประกอบการทุกภาคอุตสาหกรรม รวมถึงประชาชน เรียกร้องรัฐบาลแก้ไข บรรเทาค่าไฟที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ การที่รัฐบาลรักษาการมีมติให้การช่วยเหลือ โดยปฏิบัติตามเงื่อนไข รัฐธรรมนูญมาตรา 169 (3) ซึ่งมีข้อห้าม ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจาก กกต.นั้น ตามหลักแล้ว กกต.จะเป็นผู้ชี้ขาดขั้นตอนสุดท้าย โดยเกณฑ์ตัดสินอยู่ที่ เป็นกรณีฉุนเฉิน หรือจำเป็นหรือไม่ อย่างไรก็ตามการดำเนินการตามมาตรานี้ รัฐบาลต้องใช้อย่างระมัดระวัง คำนึงถึงกฎ กติกามารยาทของการเป็นรัฐบาลรักษาการ หากเห็นว่าจำเป็นจริง หลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องยืนยัน แต่ไม่ทำพร่ำเพรื่อ เนื่องจากอาจส่งผลได้-เสียต่อการเลือกตั้ง