ฟัง ‘เจ้าสัว-เอสเอ็มอี’ มองรัฐแก้ขัดค่าไฟแพง แจกหมื่นล้านอุ้มภาคครัวเรือน
เมื่อวันที่ 26 เมษายน นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ออกมาตรการช่วยเหลือค่าไฟประชาชนในกลุ่มใช้ไฟฟ้าที่พักอาศัยไม่เกิน 500 หน่วย วงเงิน 11,112 ล้านบาท และจะเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) พิจารณา นั้น รายย่อยมองว่าไม่เพียงพอ ควรทบทวนค่าไฟฟ้าฐานเพิ่มเติมร่วมด้วย เพื่อให้เกิดการพิจารณาต้นทุนทั้งระบบ การกำหนดค่าไฟฟ้าฐาน-ผันแปร ในด้านลดภาระประชาชนนั้น มองว่าส่งผลต่อการลดภาระค่าใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้าบางส่วนบ้างเล็กน้อย แต่การลดต้องส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ และต้องขับเคลื่อนคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2565 จนถึงวันนี้มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง มีแผนแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมอย่างไร ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ สินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งสมาพันธ์เสนอมาตลอดคือ ยึด Green Energy คือ ส่งเสริมใช้โซลาร์ฟาร์มชุมชนและอปท. และส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป ในภาคประชาชนและเอสเอ็มอี รวมถึง Green Loan ดอกเบี้ยต่ำหรือ 0% และ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ส่งเสริม SME โดยเพิ่มจำนวนกับผู้ประกอบการที่ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้า Solar และอื่นๆ
เมื่อถามว่าถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองช่วงเลือกตั้ง เพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลบิ๊กตู่ไม่ได้ดูดาย นั้น นายแสงชัย กล่าวว่า ไม่ควรทำเรื่องพลังงานเป็นเรื่องเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว อยากให้ขับเคลื่อนโครงสร้างพลังงานทั้งไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน เพื่อจัดระบบโครงสร้างราคา แหล่งพลังงานทางเลือก รูปแบบ สัดส่วนการจัดสรรพลังงานเพื่อความยั่งยืนของประเทศอย่างจริงจัง โดยคำนึงถึงต้นทุนพลังงานเปรียบเทียบประเทศต่างๆ นำมากำหนดวางแผนยุทธศาสตร์ กลยุทธ์พลังงานประเทศ และมีความยุติธรรมโปร่งใสกับประชาชน
นายธนากร คุปตจิตต์ ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เปิดเผยเรื่องเดียวกันว่า เทียบกับต้นทุนและค่าใช้จ่ายประจำวัน มองว่าไม่ได้เยอะและไม่พอเพียงกับภาระที่มีอยู่มากในวันนี้ ซึ่งการจ่ายค่าไฟแพงไม่ได้แค่ภาคประชาชน ภาคธุรกิจยังประสบปัญหาหนักหนาด้วย ซึ่งต้นทุนนี้เอกชนจะผลักภาระให้ประชาชนผ่านราคาสินค้าหรือค่าบริการสินค้าก็ไม่ได้ เพราะจะกระทบต่อกำลังใช้จ่ายและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจถดถอยลง
“จากการหารือกันของธุรกิจทั้งในฐานะประชาชนและผู้ทำธุรกิจ เห็นว่าควรเสนอให้กกต. พิจารณาให้รัฐบาลและหน่วยงานดูแลค่าไฟ ขยายเวลาตรึงอัตราค่าเอฟทีไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ เพื่อหาทางออกที่จะดูแล ซึ่งไฟฟ้าคือสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ควรเป็นสวัสดิการที่ดีให้ประชาชน และไม่เข้าใจว่ามาดูแลค่าไฟแพงในช่วงใกล้เลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลรักษาการจะขยับอะไรก็ยาก หลายเรื่องที่จะปรับขึ้นในช่วงนี้ ก็อยากให้ชะลอไว้จนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ เพื่อมาดูให้สอดคล้องกับที่หาเสียงกันไว้” นายธนากร กล่าว
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับก่อนหน้านี้ที่มีการปรับลดค่าไฟฟ้าลงตามมติ กกพ. 7 สตางค์เหลือ 4.70 บาท ถึงแม้จะไม่มากนัก แต่ถือว่าเป็นแนวทางที่ช่วยเหลือในทุกระดับทั้งภาคธุรกิจและประชาชน ส่วนมติ ครม. ที่ออกมาช่วยเหลือเพิ่มเติมโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และรวมถึงกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยที่ไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน รวมประชาชนประมาณ 23.4 ล้านราย วงเงิน 1.1 หมื่นล้านบาท ถือเป็นเรื่องที่ดีและแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาค่าไฟฟ้าแพงที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งการที่รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือค่าไฟฟ้าประชาชน รวม 1.1 หมื่นล้านบาท ในช่วง 4 เดือนนับจากนี้ (พฤษภาคม-สิงหาคม) ทำให้ประชาชนไม่ต้องควักเงินจ่ายค่าไฟฟ้าส่วนหนึ่งก็จะเกิดการจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่ามาตรการช่วยเหลือในครั้งนี้น่าจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 4 เดือนนี้ ประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาท ก็จะเป็นการช่วยทำให้จีดีพีไม่ทรุดลงไปได้ในระดับ 0.03-0.05 ซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ระดับหนึ่ง
“ในระยะยาวหอการค้าฯ ยังอยากย้ำถึงข้อเสนอที่เราได้เคยผลักดันการจัดตั้ง กรอ.พลังงาน ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เพราะเอกชนอยากเห็นการมีส่วนร่วมของคนที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขโครงสร้างราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและทุกฝ่ายยอมรับได้ คงไม่ได้มองว่าจะเป็นเกมการเมืองช่วงเลือกตั้งหรือไม่ เพราะเป็นปัญหาที่ทุกคนอยากให้รัฐบาลเร่งตัดสินใจ และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ถึงแม้จะรักษาการอยู่ก็ยังสามารถใช้กลไกต่าง ๆ เพื่อออกมาตรการในการแก้ไขหรือช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน” นายสนั่น กล่าว

