จับตาทัวร์จีนบุกไทย หยุดยาวเมย์เดย์ ปลุกธุรกิจท่องเที่ยว
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยของปี 2566 ฝากไว้กับภาคการท่องเที่ยวสูงมาก หลังจากเครื่องยนต์ที่ตีคู่มาด้วยกันอย่างภาคการส่งออก ดูจะอ่อนแรงในแง่เชื้อเพลิงลดลง สะท้อนได้จากตัวเลขการส่งออกในรายเดือนที่ออกมาติดลบ และชะลอการเติบโตลง
ทำให้ภาคการท่องเที่ยวที่ถูกเติมเชื้อเพลิงมากขึ้น หลังจากเครื่องยนต์มอดดับไปช่วงการระบาดโควิด-19 กว่า 3 ปีที่ผ่านมา เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติทยอยกลับมาเที่ยวไทยมากขึ้น ก็หมายถึงเครื่องยนต์ได้เชื้อเพลิงกลับมาวิ่งได้แบบสดใสอีกครั้ง
โดย ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สรุปสถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศเข้าไทยเดือนมกราคม-มีนาคม 2566 ว่า เห็นการฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดไว้ เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2565 จากการเร่งขึ้นของนักท่องเที่ยวรัสเซียและจีน โดยในภาพรวมมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย อยู่ที่ 6,518,578 คน สร้างรายได้ อยู่ที่ 334,701 ล้านบาท ฟื้นตัวประมาณ 60% เทียบไตรมาสก่อนหน้า และ 64% เทียบกับปี 2562 แบ่งสัดส่วนการเดินทางเข้าไทยของนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ 74% ตลาดระยะไกล 26% และ 3 ภูมิภาคแรกที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากที่สุดมาจากกลุ่มนักท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน ยุโรป และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ
ปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทย ได้แก่ ตลาดลูกค้าหลักของไทยปลดล็อกข้อจำกัดการเดินทาง โดยเฉพาะจีน ได้อนุญาตให้นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวต่างประเทศ ทั้งแบบเดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) และกรุ๊ปทัวร์ได้ ในขณะที่รัสเซียเพิ่มจำนวนที่นั่งของเที่ยวบินมายังประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2565 ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวของทั้ง 2 ตลาดเพิ่มขึ้นจนติด 3 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยมากสุด รวมทั้งอินเดียได้ยกเลิกการแสดงผลตรวจ RT-PCR ก่อนเข้าประเทศอินเดียหลังมาเที่ยวไทยมีผลวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
กระแสการเดินทางช่วงหยุดยาวเทศกาล ที่เริ่มจากเทศกาลปีใหม่ต่อเนื่องถึงเทศกาลตรุษจีน ตรุษเวียดนาม ตรุษเกาหลี (ซอลลัล) ผนวกกับการเดินทางเที่ยวไทยในช่วงปิดภาคเรียนของตลาดในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย รัฐบาลมีมาตรการขยายเวลาพำนักในไทยเพื่อการท่องเที่ยววันที่ 1 ตุลาคม 2565-31 มีนาคม 2566 นักท่องเที่ยวกลุ่มฟรีวีซ่าอยู่ในไทยได้ไม่เกิน 45 วัน (เดิมไม่เกิน 30 วัน) และกลุ่มวีซ่าตรวจลงตรา (Visa on Arrival) อยู่ในไทยได้ไม่เกิน 30 วัน (เดิมไม่เกิน 15 วัน) รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมด้านการตลาดของ ททท. กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยผ่านงานเทรดโชว์ โรดโชว์ และงานแฟร์ต่างๆ ทั่วโลกด้วย
ภาพรวมการท่องเที่ยวถือว่าฟื้นตัวกลับมาได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมองปัจจัยบวกที่มีสนับสนุนแบบมากมายหลายข้อ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัจจัยเสี่ยงหรือปัจจัยที่เป็นลบ เนื่องจากแม้เห็นการเปิดเที่ยวบินใหม่และเพิ่มความถี่เที่ยวบินเข้าไทย โดยเฉพาะจากตลาดจีน รัสเซีย ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน ที่มีความต้องการในการเดินทางของนักท่องเที่ยวสูงขึ้น แต่ยังมีบางประเด็นที่ลดทอนการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศของไทยคือ ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินมีราคาสูงขึ้นเท่าตัวหากเทียบกับก่อนโควิดจากการฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก รวมทั้งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้นักท่องเที่ยวเลือกไปท่องเที่ยวจุดหมายปลายทางที่คุ้มค่าและระมัดระวังการใช้จ่ายมากกว่าปกติ
แต่ความพิเศษของปลายเดือนเมษายน และต้นเดือนพฤษภาคมนี้คือ การมีวันหยุดในช่วงวันแรงงาน และนอกจากจะเป็นวันหยุดของแรงงานไทยแล้ว ยังเป็นวันหยุดของแรงงานจีนด้วย ซึ่งมีวันหยุดยาวระหว่างวันที่ 30 เมษายน-4 พฤษภาคม 2566 ทำให้มีความหวังว่าจะได้เห็นการเข้ามาเที่ยวไทยของนักท่องเที่ยวชาวจีนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็เห็นชาวจีนเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้นแบบหนาหูหนาตา โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมตามเมืองท่องเที่ยวหลัก และขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าบีทีเอสและเอ็มอาร์ที ในย่านสำคัญอย่างห้วยขวาง หรือข้าวสาร ต้องบอกว่าเห็นคนจีนเดินทางท่องเที่ยวแบบสวนกันให้ขวักไขว่ไปหมด
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์อันดับ 1 ของจีนอย่าง ซีทริป (Ctrip) ได้ระบุถึงยอดจองทริปเดินทางข้ามประเทศในช่วงเทศกาลหยุดยาวที่จะถึงนี้เพิ่มขึ้น 157% นับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน โดยชาวจีนส่วนใหญ่จะหยุดงานตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน-3 พฤษภาคม เนื่องในวันแรงงาน โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวจีนกว่า 150,000 คน ได้เดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในรอบ 3 ปี แม้ยังคงต่ำกว่าระดับในเดือนกุมภาพันธ์ ของปี 2562 ถึง 85% ก็ตาม แต่หากประเมินการเดินทางไปเที่ยวประเทศอื่นของจีน อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น พบว่าฟื้นตัวขึ้นเพียง 5-10% เท่านั้น
สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศเดือนเมษายน-มิถุนายน 2566 คาดว่าจะสามารถเติบโตดี จำนวนและรายได้มีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ประมาณ 70-80% กลุ่มนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก (อาเซียน และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ) จะทยอยเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยมากขึ้น อาทิ จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และลาว ด้วยแรงสนับสนุนของวันหยุดยาวและปิดภาคเรียนฤดูร้อน ทั้งในตลาดต่างประเทศและประเทศไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ Golden Week ของญี่ปุ่น และวันหยุดวันแรงงาน ของจีน รวมทั้งกระแสการเดินทางตามรอยนักแสดงชื่อดัง สื่อสังคมออนไลน์กลุ่ม Influencer/KOL ของตลาดเอเชีย ขณะที่นักท่องเที่ยวภูมิภาคยุโรปและอเมริกา มีแนวโน้มเดินทางเข้าไทยแผ่วลงจากการสิ้นสุดฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่นแล้ว
คาดการณ์ช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2566 ในภาพรวมจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ในระดับเดียวกับช่วง 3 เดือนก่อนหน้า ในจำนวน 6,786,530 คน เพิ่มขึ้น 329% สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว ประมาณ 317,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 307% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565
แนวโน้มสถานการณ์ตลาดในประเทศเดือนเมษายน-มิถุนายน 2566 คาดว่า ยังเติบโตได้ดี โดยมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 43.29 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 18% มีรายได้ทางการท่องเที่ยว 171,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% ด้วยมีวันหยุดยาวต่อเนื่อง เป็นช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ผนวกกับปัจจัยสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐผ่านโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 5 และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวจาก ททท.ร่วมกับพันธมิตรอื่นๆ ด้วย
ส่วนประเด็นที่ต้องติดตามที่อาจเป็นอุปสรรคของท่องเที่ยวตลาดในประเทศคือ 1.ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น 2.ราคาพลังงานที่ยังสูง 3.ความต้องการออกเที่ยวต่างประเทศของคนไทย และ 4.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศ ซึ่งจากประเด็นดังกล่าวอาจจะส่งผลให้สถานการณ์ท่องเที่ยวในประเทศมีแนวโน้มการเติบโตแบบชะลอตัวได้
ด้านอุปสรรคของตลาดต่างชาติเที่ยวไทย ได้แก่ 1.การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2566 ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่น่าวางใจ อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวชะลอหรือเลื่อนแผนการเดินทางเนื่องจากระมัดระวัง การใช้จ่ายมากขึ้น 2.ราคาบัตรโดยสารเครื่องบินสูงขึ้น 50-100% เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดระยะไกล อาทิ ยุโรป อเมริกา อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจวางแผนเดินทางท่องเที่ยว ในประเทศหรือแหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้ทดแทน และ 3.ข้อจำกัดด้านซัพพลายที่ต้องเร่งทยอยดำเนินการแก้ไข เพื่อรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวหลังโควิด อาทิ การขาดแคลนแรงงานภาคการท่องเที่ยวและการบริการ ปัญหาการจัดการแรงงานภาคพื้นดินของไทย จำนวนเครื่องบินไม่เพียงพอ
จากปัจจัยที่อาจเป็นอุปสรรคของภาคการท่องเที่ยวไทย ทั้งตลาดไทยเที่ยวไทย และตลาดต่างชาติเที่ยวไทย คงต้องติดตามกันอีกครั้งว่าการท่องเที่ยวในไตรมาส 2 ของไทยนี้จะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องหรือซึมตัวลงอีกครั้งกันแน่

