เงินบาทรับโมเมนตัมฝั่งแข็งค่าต่อเนื่อง หลังฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติไหลเข้าไทย
เมื่อวันที่ 27 เมษายน นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.13 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 34.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.00-34.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท ในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการอ่อนค่าลงของเงินเหรียญสหรัฐ รวมถึงโฟลว์ธุรกรรมขายทำกำไรทองคำในจังหวะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบโซนแนวต้าน
ส่วนในวันนี้ประเมินว่าแม้เงินบาทอาจยังมีโมเมนตัมการแข็งค่าอยู่บ้าง แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจเริ่มชะลอลง โดยเราประเมินโซนแนวรับสำคัญแถว 34.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังจากเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงวันก่อนหน้า หลังข้อมูลยอดการส่งออกของไทยและดุลการค้าในเดือนมีนาคมออกมาดีเกินคาดไปมาก
นายพูน กล่าวว่า นอกจากนี้ ปัจจัยกดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่า อาทิ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติและโฟลว์ซื้อเงินเหรียญสหรัฐในช่วงปลายเดือนของผู้นำเข้าก็ยังคงมีอยู่บ้าง
อย่างไรก็ดี ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าได้บ้างจากฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเริ่มเห็นการกลับเข้ามาซื้อสินทรัพย์ไทย ทั้งหุ้นและบอนด์ในสัปดาห์นี้ แม้ว่ายอดฟันด์โฟลว์อาจไม่ได้สูงมาก แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่า นักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการเทขายสินทรัพย์ไทย
ทั้งนี้ ควรระวังความผันผวนในตลาดการเงิน ช่วงผู้เล่นในตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐ ซึ่งหากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดีกว่าคาด เงินเหรียญสหรัฐก็มีโอกาสปรับตัวแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (แต่โซนแนวต้านของดัชนีเงินเหรียญสหรัฐ DXY ก็อาจอยู่ในช่วง 101.8-102 จุด)
นายพูน กล่าวว่า ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินเหรียญสหรัฐเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบแคบ โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้างตามความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นเล็กน้อย หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงต้องการถือเงินเหรียญสหรัฐเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)
สำหรับวันนี้ ไฮไลท์ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น คือ รายงานจีดีพีไตรมาสแรกในปีนี้ของสหรัฐและยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) โดยบรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงได้แรงหนุนจากตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง ทำให้การบริโภค โดยเฉพาะในส่วนภาคการบริการยังคงขยายตัวได้ดี
ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้อาจโตบวก 2.0% จากไตรมาสก่อนหน้าเมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งก็เป็นการชะลอลงบ้าง ตามแรงกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และภาวะเงินเฟ้อสูง (เศรษฐกิจโตกว่า 2.6% ในไตรมาสที่ 4 ของปีก่อนหน้า)
อย่างไรก็ดี แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับภาคการบริการและการบริโภคอาจเริ่มชะลอตัวลงมากขึ้นได้ สะท้อนผ่าน ตลาดแรงงานสหรัฐ ที่ส่งสัญญาณชะลอลง ชี้จากยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกและการว่างงานต่อเนื่อง (Initial & Continuing Jobless Claims) ที่อาจทยอยปรับตัวขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า

