เปิดผลสำรวจแรงงานไทย พบส่วนใหญ่รายได้ไม่พอรายจ่าย เนื่องจากค่าครองชีพพุ่ง ต้องก่อหนี้เพิ่ม แม้ศก.ฟื้นตัว ดันจ้างงานเพิ่ม เผยหันหารายได้เสริม-ลดใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
เมื่อวันที่ 27 เมษายน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึง ผลสำรวจ “สถานภาพแรงงานไทย กรณีศึกษาผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท” ว่า พบว่า ส่วนใหญ่ยังคงมีปัญหาในเรื่องของรายได้ไม่พอกับรายจ่ายจึงทำให้มีภาระหนี้ที่สูงขึ้น เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงโดยมีการกู้เงินเพิ่มเพื่อใช้ชำระหนี้ จึงก่อให้เกิดหนี้สะสม โดยในเรื่องเศรษฐกิจฟื้นตัว กลุ่มตัวอย่างให้ความเห็นว่า ค่าจ้างไม่ลดลง และอีกกลุ่มคือค่าจ้างเริ่มเพิ่มขึ้น เนื่องจากในช่วงปลายปี 2565 ได้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้แรงงานส่วนใหญ่มองว่าค่าแรงเพิ่มขึ้น ประกอบกับ ช่วงไตมาสที่ 4 ปี 2565 ถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2566 ที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น อัตราการว่างงานลดลง และการหารายได้พิเศษทำได้คล่องตัว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ดังนั้น สิ่งที่กลุ่มตัวอย่างตอบอย่างชัดเจน คือ มีอาชีพเสริมมากขึ้น 15% จากปีก่อนหน้า ทำให้มีรายได้เพิ่มและรายได้จากค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น กลุ่มตัวอย่างตอบอีกว่า มีชั่วโมงการทำงานที่มากขึ้น ดังนั้น จึงตอบคำถามได้ว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแล้ว และแรงงานมีสถานภาพที่ค่อยๆดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการใช้ชีวิตยังเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ เพราะอัตราเงินเฟ้อในช่วงปลายปี 2565 ที่วิ่งอยู่ในกรอบ 6-8% และขณะนี้อัตราเงินเฟ้อนิ่งอยู่ที่ 4% ทำให้แรงงานมีค่าใช้จ่ายสะสม ทั้งค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น ค่าเดินทาง ขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่สูง ทำให้แรงงานตอบตรงกันว่า มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือน ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าการหาเสียงของพรรคการเมืองเอง มุ่งเน้นที่จะปลดล็อกเรื่องหนี้ ทั้ง การพักหนี้ ชำระหนี้ให้เบาบางลง เพราะฉะนั้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาหลักของแรงงาน ทั้งนี้ โครงสร้างหนี้สินของแรงงานนั้น ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก โดยเป็นการเช่าบ้าน และการใช้จ่ายที่อยู่อาศัย แม้ว่าหนี้ครัวเรือนจะดูเพิ่มขึ้น อาจมาจากค่าเช่าที่แพงขึ้น หรือการขยับไปซื้อบ้านเป็นของตัวเอง ส่วนหนี้สินเพื่อหมุนเวียนในธุรกิจก็เพิ่มขึ้น เห็นสัญญาณการประกอบธุรกิจและลงทุนอาชีพเสริมมากขึ้น ดังนั้นโครงสร้างหนี้ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ ภาระหนี้ครัวเรือนของแรงงานไทยปีนี้ขยายตัว 25.05% คิดเป็นมูลค่าหนี้ 272,528 บาทต่อครัวเรือน ด้านความสามารถในการชำระหนี้ ยังคงปกติ โดยส่วนใหญ่เป็นการชำระขั้นต่ำ และชำระบางส่วน ส่วนการขาดชำระหนี้ ยังมีจำนวนที่น้อยเพียง 0.2% ของกลุ่มตัวอย่าง และสำรวจครั้งนี้พบว่า มีการชำระหนี้ในระบบมากขึ้นเป็น 79.84% ของวงเงินหนี้ และนอกระบบเหลือ 20.16% ซึ่งลดลงต่ำสุดในรอบ 14 ปี ทั้งนี้ ยังพบอีกว่า ภาระดอกเบี้ยของหนี้นอกระบบลดลงจากราว 20% เหลือเฉลี่ย 15.47% ดังนั้นสำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือน หอการค้ามองว่าไม่ได้มีความน่ากังวล
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ด้านสถานการณ์ของแรงงาน จากสัดส่วนการใช้จ่าย พบว่า ค่าใช้จ่ายไม่ได้มีอะไรที่น่ากังวลเช่นกัน หรือไม่เกิดปัญหาการก่อหนี้ที่รุนแรง เพราะการจับจ่ายใช้สอยที่เกินตัว โดยอันดับแรกคือใช้จ่ายไปกับค่าอาหารและเครื่องดื่ม อยู่ที่สัดส่วน 14.9% ของรายได้ ส่วนที่น่าสนใจคือหมวดการลงทุน ที่เริ่มฟื้นกลับมาที่ 14.1% ของรายได้ ใกล้เคียงกับปี 2562 หรือก่อนโควิดที่มีการลงทุน 14.7% ขณะที่ในปี 2564-2565 แทบไม่มีการลงทุนเลย โดยสัดส่วนอยู่ที่ 3.5% และ 0.5% ตามลำดับ ดังนั้น ในปี 2566 เห็นแล้วว่าคนไทย เริ่มหาเงินกู้ไปลงทุนประกอบธุรกิจ จึงทำให้หอการค้ามองว่า เศรษฐกิจไทยฟื้น หนี้ครัวเรือนไม่ใช่ปัญหา และการจับจ่ายใช้สอยหรือการก่อหนี้ กลับมาทิศทางที่สร้างรายได้ และใช้ไปกับสิ่งที่จำเป็น
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ส่วนแรงนโยบายค่าแรงขั้นต่ำนั้น แรงงานส่วนใหญ่ต้องการค่าแรงสูงขึ้น แต่สังเกตว่าพรรคการเมืองที่หาเสียงในปัจจุบัน ต่างกล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะเป็นไปตามไตรภาคี เนื่องจากนายจ้างยังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่มาก และเจอปัญหาค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น รวมทั้งต้นทุนอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการจะปรับค่าแรงขั้นต่ำ จึงจำเป็นที่จะต้องปรับเพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ หากปรับค่าแรงขั้นต่ำสูงเกินไปและมีการปรับขึ้นอย่างก้าวกระโดด นานาชาติจะมองว่าไทยจะเข้าสู่โหลดการขึ้นค่าแรง ทำให้ต่างชาติไม่เข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งไทยยังต้องพึ่งพาเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ และการพึ่งพาเรื่องเทคโนโลยี
“แรงงานยังระวังการใช้จ่าย เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่มั่นคงการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย และสินค้าคงทนลดลง หันไปซื้อสินค้าที่มีความจำเป็นเท่านั้น ส่วนการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานชั้นต่ำนั้น แม้จะต้องการค่าแรงเพิ่ม แต่ยังอยากให้เป็นไปตามระบบไตรภาคี เพราะเข้าใจมากขึ้นว่าค่าแรงที่ปรับขึ้นจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าทำให้ผู้ประกอบการหันมาปรับขึ้นราคาสินค้าและทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ทั้งนี้ การขึ้นค่าแรงทุก 1 บาทส่งผลให้การใช้จ่ายเพิ่ม 3,500-4,000 ล้านบาทต่อเดือน นอกจากนี้อาจทำให้นักลงทุนย้ายฐานการผลิตไปลงทุนประเทศอื่น เพราะต้นทุนการผลิตสูงและการหันไปใช้หุ่นยนต์มาทำงานแทน”นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอของแรงงานไทยที่มีต่อรัฐบาลใหม่ 3 เรื่องหลัก คือ 1.อยากให้สร้างความเท่าเทียมกันในสังคม เพิ่มสวัสดิการที่ดี ทำให้เศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ฟื้นตัวเกิดการสร้างงานโดยไม่ต้องเดินทางเข้าทำงานในเมือง 2.ดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพให้สอดคล้องกับรายได้ รวมถึง 3.การปรับค่าแรงตามความเหมาะสมของอัตราเงินเฟ้อและรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น

