ทีทีบี ประกาศให้สินเชื่ออุตสาหกรรมยาสูบเป็นศูนย์ ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของคนไทย หลังได้คะแนนแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย สูงสุด 42.56% ติดต่อกันปีที่ 4 ตอกย้ำธนาคารมุ่งสู่ ESG
นายกมลพันธ์ ลักษณา หัวหน้าการพัฒนาที่ยั่งยืน ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือทีเอ็มบีธนชาติ (ttb) เปิดเผยถึงการเผยแพร่สาธารณะต่อผลการประเมินคะแนนการเงินที่เป็นธรรมด้านต่างๆของสถาบันการเงินไทย 11 แห่ง โดยแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 30.66 คะแนน ในปี 2564 เป็น 33.94 คะแนน ในปี 2565 (เพิ่มขึ้น 11.94%) โดยธนาคารทีเอ็มบีธนชาต ได้คะแนนสูงสุด 42.56% ว่า ทีเอ็มบีธนชาตพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเกี่ยวกับ ESG เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นธนาคารแห่งแรกที่ออกตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) และตราสารหนี้สีฟ้า (Blue Bond) รวมถึงสินเชื่อสีเขียว นอกจากนี้ ยังช่วยผู้คนในสังคมผ่านบริการทางการเงินต่าง ๆ เช่น การรวมหนี้ให้ลูกค้า เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้สินในภาพรวม และทำให้ทุกคนเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น ด้วยการปลดล็อกเกณฑ์ความเสี่ยงเปิดให้เพศเดียวกันสามารถกู้ร่วมกันได้ เป็นต้น โดยธนาคารพร้อมปรับเปลี่ยนตัวเองพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและทุกบริบทของการเปลี่ยนแปลง
“รางวัลธนาคารที่มีคะแนน ESG รวม สูงสุดเป็นอันดับ 1 ติดต่อกัน 4 ปี และรางวัลพัฒนาการสูงสุด 5 ปี ต่อเนื่อง ถือเป็นความภาคภูมิใจของทุกภาคส่วนในองค์กรที่ช่วยกันทำเรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งการประเมินของ Fair Finance Thailand ค่อนข้างเจาะลึกและมีความเข้มข้นในเรื่อง ESG โดยหนึ่งประเด็นที่ทีเอ็มบีธนชาตเห็นว่ามีผลกระทบต่อสังคมคือ การปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ จึงอยากให้ยาสูบพ้นไปจากสังคมไทยและพอร์ตสินเชื่อ โดยธนาคารได้ตั้งเป้าหมายการให้สินเชื่อแก่อุตสาหกรรมยาสูบเป็นศูนย์ภายในปี 2566 ครอบคลุมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยาสูบตั้งแต่การปลูก การผลิต และการค้ายาสูบและผลิตภัณฑ์ยาสูบ แม้จะทำได้ยาก เพราะมีธุรกิจอื่น ๆ เกี่ยวข้องในซัพพลายเชนมากมาย แต่ก็ต้องทำเพราะมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างมาก” นายกมล กล่าว
สำหรับผลการประเมินคะแนนการเงินที่เป็นธรรมด้านต่างๆ ของสถาบันการเงินไทย 11 แห่งในครั้งนี้ Fair Finance Thailand ได้ประเมินจากแนวนโยบายของแต่ละสถาบันการเงินไทย ตลอดปี 2565 ที่ผ่านมา โดยใช้ “แนวปฏิบัติการเงินที่เป็นธรรมนานาชาติ” (Fair Finance Guide International) มาเป็นเกณฑ์ประเมินนโยบายด้านต่างๆ ของ 8 ธนาคารพาณิชย์ไทย ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารทหารไทยธนชาต(ทีเอ็มบีธนชาต), ธนาคารทิสโก้ และธนาคารเกียรตินาคิน สถานบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อติดตามผลกระทบและความท้าทายของธุรกิจที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค เพื่อมุ่งผลักดันการสถาบันการเงินไทยที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในประเทศไทย
ผลการประเมินของธนาคารไทยพบว่า มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 30.66 คะแนน ในปี 2564 เป็น 33.94 คะแนน ในปี 2565 หรือ เพิ่มขึ้น 11.94% โดยธนาคารที่ได้คะแนนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ธนาคารทหารไทยธนชาต ธนาคารกสิกรไทย (34.03%) ธนาคารกรุงไทย (33.43%) ธนาคารไทยพาณิชย์ (32.00%) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา (29.68%) โดยธนาคารทหารไทยธนชาต ครองอันดับหนึ่งที่มีคะแนนรวมสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยปี 2565 ได้คะแนน 55.33 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 1.59% ยังคงโดดเด่นในหมวด “สิทธิมนุษยชน” ที่ได้คะแนนสูง 73.33% และหมวด “การคุ้มครองผู้บริโภค” มีคะแนน 68.42% อีกทั้งในหมวด “สุขภาพ” เป็นธนาคารแห่งเดียวที่มีการตั้งเป้าหมายการให้สินเชื่อแก่อุตสาหกรรมยาสูบเป็นศูนย์ภายในปี 2566 พร้อมกันนี้ ธนาคารยังได้รับรางวัลพัฒนาการสูงสุด 5 ปี พ.ศ. 2561-2565 ตอกย้ำในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การธนาคารที่ยั่งยืน (Sustainable Banking) อย่างแท้จริง
หากพิจารณาเฉพาะผลคะแนนของธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง พบว่าธนาคารพาณิชย์ในภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 34.98 คะแนน ในปี 2564 เป็น 38.32 คะแนน ในปี 2565 (เพิ่มขึ้น 9.96%) ขณะที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจ 3 แห่ง ที่ได้รับการประเมินเป็นปีที่สามพบว่ามีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเช่นกัน จาก 19.12 คะแนนในปี 2564 เป็น 22.25 คะแนนในปี 2565 (เพิ่มขึ้น 17.22% มากกว่าการเพิ่มขึ้นของคะแนนเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์)
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาธนาคารที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นในปีนี้ พบว่าธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง มีคะแนนเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยธนาคารที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ (เพิ่มขึ้น 22.16%) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (เพิ่มขึ้น 20.77%) และธนาคารกสิกรไทย (เพิ่มขึ้น17.25%) ส่วนสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 3 แห่ง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพิ่มขึ้นสูงสุด (เพิ่มขึ้น 25.49%) ธนาคารออมสิน (เพิ่มขึ้น 15.59%) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (เพิ่มขึ้น 10.60%)
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงอันดับของธนาคารไทย 11 แห่ง พบว่าธนาคารส่วนใหญ่ยังคงแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทยอยู่ในอันดับเดิม ยกเว้นธนาคารกสิกรไทยที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นทําให้อันดับเพิ่มขึ้นเป็นที่ 2 ของการประเมินในปีนี้ ขณะที่ธนาคารกรุงไทยได้คะแนนลดลง (ลดลง 0.77%)เนื่องจากมีการปรับนโยบายบางส่วนที่ไม่สอดคล้องกับเกณฑ์การประเมิน

