นักวิชาการ ไขสาเหตุค่าไฟไทยแพง พร้อมชี้ทางออกหวังรัฐบาลใหม่ช่วยแก้
นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า สำหรับเรื่องราคาค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นนั้น ที่จริงแล้วเริ่มเกิดขึ้นคตั้งแต่ปลายปี 2565 แล้ว แต่คนไทยยังไม่รับรู่ แต่มารับรู้ในช่วงเดือนมีนาคมถึง เมษายน ที่อากาศร้อนขึ้นอย่างมาก ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้ามากตามไปด้วย รวมทั้งเมื่องวดต้นปีที่ผ่าน รัฐบาลได้ขยับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) ขึ้นด้วย ยิ่งทำให้ราคาค่าไฟฟ้าสูงขึ้นมากค่อนข้างมากสำหรับทุกคน เพราะฉะนั้นมีการเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณ และราคา ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น
นายพรายพล กล่าวว่า ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงนั้น สาเหตุหลักคือ สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งทำให้ราคาเชื้อเพลิงในโลกโดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ และแก๊สธรรมชาติ แพงขึ้น และประเทศไทยก็ต้องใช้แก๊สธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าถึง 60% ดังนั้นเฉลี่ยแล้วไฟฟ้า 100 ส่วน มี 60 ส่วนมาจากแก๊สธรรมชาติ แม้ว่าไทยจะมีก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้ครึ่งหนึ่งก็ตาม แต่ก็ต้องนำเข้า และอีกส่วนที่เพิ่มการใช้งานขึ้นมาเป็น 20% ของก๊าซธรรมชาติที่ต้องการใช้แล้ว คือ ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี ซึ่งไทยต้องนำเข้าค่อนข้างมาก และขณะนี้ราคาของแอลเอ็นจีในตลาดโลกก็สูงมาก ด้วยเหตุสงครามที่กล่าวไป
“แม้ไทยจะมีการทำสัญญาซื้อขาย แอลเอ็นจี ระยะยาวก็ตามเพื่อรักษาต้นทุนราคา แต่ราคาตามสัญญาก็ต้องมีการปรับตามราคาตลาดโลก และที่สำคัญไทยก็ต้องไปซื้อแอลเอ็นจีที่ราคาตลาดจร ที่มีราคาเพิ่มขึ้นพุ่งพรวดมาก เพราะฉะนั้น สรุปคือ ต้อนทุนแก๊สธรรมชาติสูงขึ้น เลยทำให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าไทยสูงขึ้น และก็ส่งต่อมาทยอยขึ้นราคาค่าไฟฟ้ากับผู้ใช้ตาม เป็นหลัก”นายพรายพล กล่าว
นายพรายพล กล่าวว่า นอกจากนี้ มีเรื่องของการจ่ายต้นทุนให้กับไฟฟ้าสำรองส่วนเกิน ที่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นสูงค่อนข้างมาก แม้ว่าจะไม่มีการส่งไฟฟ้าสำรองส่วนเกิน มาขายในระบบก็ตาม แต่ผู้ใช้ไฟฟ้าก็ต้องรับภาระ คือต้องจ่ายค่าไฟฟ้าส่วนนั้นให้ โรงไฟฟ้าเอกชนนั้น ซึ่งเป็นอีกส่วนที่ทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น แต่ว่าไม่มากเท่าสาเหตุแรกที่กล่าวไป
นายพรายพล กล่าวว่าส่วนเหตุที่ทำไมมีการผลิตไฟฟ้าสำรองส่วนเกินจำนวนมากนั้น ก็เป็นความผิดพลาดของการวางแผนการผลิตไฟฟ้า โดยก่อนหน้าโควิดพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าตามการเติบโตของเศรษฐกิจ จึงคำนวณว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก รัฐบาลก็มีวางแผนรวมกับเอกชน ผ่านโรงการพีพีพีในการลงทุนโรงไฟฟ้าเพิ่มอีกและเมื่อภาคเอกชนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้วตามแผนเดิม แต่เมื่อปรากฏกว่าเจอโควิดเมื่อ 2 ปีที่ ที่เศรษฐกิจหดตัว 1 ปี และแทบไม่โตอีก 1 ปี ทำให้การใช้ไฟฟ้าจริงต่ำลง ไม่เป็นไปตามคาดเดิมก่อนโควิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ลงทุนไปก็เกินความต้องการไป จำนวนไฟฟ้าสำรองจึงมีสูงเกินไป ทั้งนี้เรื่องโควิดก็ไม่มีใครคาดคิด ถือว่าเป็นความผิดที่ช่วยไม่ได้ ทั้งนี้รัฐบาลก็ให้สัมปทานใบอนุญาตกับโรงไฟฟ้าเอกชน ง่ายและมากเกินไปด้วย
นายพรายพล กล่าวอีกว่าขณะที่โอกาสที่รัฐบาลจะแก้ไขเรื่อง สัมปทานโรงฟ้า และการผลิตไฟฟ้าสำรองส่วนเกินนั้น ถ้าดูจากสภาพการเมืองแล้ว ขณะนี้การเมืองก็ฝุ่นกำลังคลุก ทุกฝ่ายต่างหาเสียง เวลาไม่มี เพราะฉะนั้นคงหวังยาก ส่วนที่จะหวังก็คือ หลังจากการเลือกตั้ง เกิดการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว ก็คงมีโอกาสที่จะเรียกภาคเอกชนที่ทำโรงผลิตไฟฟ้า หารือเรื่องปัญหาที่คนไทยจะต้องมีค่าจ่าย ค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้า ควรแก้ไขอย่างไร รวมทั้งการที่ให้ ภาคเอกชนเปลี่ยนสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะเชื้อเพลิงสะอาดและต้นทุนต่ำลง
“เพื่อให้เป็นประโยชน์โดยรวมของประเทศ เพราะต้นทุนค่าไฟฟ้าเป็นภาระของทุกคน ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรม แต่รวมถึงครัวเรือน ภาคบริการ การท่องเที่ยว และภาคการเกษตร อยากให้หลายฝ่ายได้เข้ามาจับเข่าคุยกัน เพื่อผลประโยชน์โดยรวม” นายพรายพล กล่าว
นายพรายพล กล่าวว่าสำหรับทางแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าในระยะสั้น สิ่งที่รัฐบาลทำได้ คือ การที่รัฐบาลหาเงินมาอุดหนุนค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะอุดหนุน การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ทำคล้ายกับนโยบายการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ที่ขณะนี้ราคาน้ำมันก็ลดลงไปบ้างแล้ว ทั้งนี้ ก็ไม่ได้อยากเห็นรัฐบาลทำ หรือใช้เงินไปมากมายกว่านี้ เพราะงบประมาณรัฐบาลก็ขาดุล และมีหนี้เยอะ
นายพรายพล กล่าวว่า ส่วนการแก้ระยะปานกลาง คือการปรับวิธีการคำนวณค่าไฟฟ้าใหม่ การปรับเปลี่ยนแผนการผลิตไฟฟ้าสำรองส่วนเกิน และการปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ทั้งในแง่การวางแผน และการลงทุนการผลิต และสายส่งไฟฟ้า ให้เป็นสมาร์ทกริด (Smart Grid) มากขึ้น รองรับพลังงานทางเลือกใหม่ได้มากขึ้น และสุดท้ายในระยะยาว คือการเพิ่มการแข่งขันในระบบให้มากขึ้น มีหน่วยงานอิสระ ที่มาดูแลสมาร์ทกริด ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอิสระจากทุกฝ่าย ดูการรับซื้อ และการจ่ายไฟฟ้าของประเทศ ให้เป็นไปตามนโยบายทั้งราคาค่าไฟฟ้าที่ไม่แพง และเตรียมพร้อมเข้าสู่ภาวการณ์ปราศจากคาร์บอน ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้เหลือศูนย์ ได้ในอนาคต

