หน้าแรก เศรษฐกิจ อดีตผู้บริหาร...

อดีตผู้บริหาร แคลฟอร์เนีย ว้าว เดินหน้าฟ้อง ปปง. 100 ล้าน กล่าวหาทุจริตไร้ข้อมูลทำเสียชื่อเสียงไปทั่วโลก

15.12.16 | 13:47 น.

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม นายเอริค มาร์ค เลอวีน อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แคลิฟอร์เนีย ว้าว เอ็กซ์พีเรียนซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CAWOW เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ ศาลอาญาได้เรียกไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ตนและบริษัท แคลิฟอร์เนีย ว้าว ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทอดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จำนวน 100 ล้านบาท โดยการไต่สวนครั้งนั้น ฝ่ายปปง.ได้กลับคำในชั้นศาล ยอมรับต่อศาลว่าผลการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไม่พบแคลิฟอร์เนีย ว้าว ทำการทุจริต

นายเลอวีน กล่าวว่า แม้ปปง.จะยอมกลับคำในชั้นศาลว่าไม่พบการทุจริตของแคลิฟอร์เนีย ว้าว แต่ตนและบริษัทจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไปเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม เพราะหลังจากปปง.ได้แถลงข่าวกล่าวหาตนและบริษัทว่ากระทำการเข้าข่ายความผิดฐานทุจริต ผู้บริหารของบริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมส่งผลการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ที่ยืนยันว่าไม่พบข้อมูล หรือมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าผู้บริหารได้กระทำการที่เป็นการทุจริต รวมถึงยังได้รับการยืนยันจากการตรวจสอบของบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีที่มีชื่อเสียงระดับโลกทั้งดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ และ ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ ยืนยันความถูกต้องของการตรวจสอบธุรกรรมของบริษัท ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้แจ้งยุติการสอบสวนบริษัทแล้วเช่นกัน ทั้งนี้บริษัทได้พยายามติดต่อ ปปง. เพื่อแสดงความสุจริต โปร่งใสในการประกอบกิจการ มาตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่ไม่เคยได้รับการติดต่อกลับจาก ปปง. เลย

“ถ้อยแถลงของอดีตเลขาธิการ ปปง. และพวกเมื่อในอดีต ถือเป็นการกล่าวหาโดยปราศจากข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง ทำให้ผมได้รับความเสียหายทั้งต่อชื่อเสียงในระดับโลก และต่อหน้าที่การงานอย่างมาก ผมจึงมีความความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อพิสูจน์ความจริง และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตนเอง” นายเลอวีน กล่าวและว่า การเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมต่อศาลเกี่ยวกับอำนาจและการใช้อำนาจของปปง.ครั้งนี้ มีเจตนาอยากให้คดีนี้เป็นกรณีศึกษาเพื่อให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการปราบปรามการกระทำความผิด ได้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ควรต้องสืบสวนในทางลับ ไม่ควรเปิดเผยต่อสาธารณะโดยเด็ดขาดจนกว่าจะมีหลักฐานที่ระบุความผิดชัดเจน ซึ่งเป็นหลักการที่ใช้ในการรับรองหรือคุ้มครองสิทธิของประชาชน เพราะการเปิดเผยดังกล่าวอาจหันกลับมาเชือดเฉือนประชาชนผู้สุจริตได้ ซึ่งใครก็ตามที่ถูกสงสัย ย่อมเดือดร้อน และทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงที่ยากจะเรียกกลับคืนมา “เหมือนกรณีที่ผมถูกกระทำมาโดยตลอด ชีวิตมีแต่ความเครียด ครอบครัวมีความอับอาย หน้าที่การงานแย่ลงอย่างมาก”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีแคลิฟอร์เนีย ว้าว ที่ถูกปปง.ตรวจสอบ เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2559 เลขาธิการ ปปง.ขณะนั้นคือ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ได้ออกมาแถลงข่าวเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 ว่าได้รับการประสานงานจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ให้พิจารณาดำเนินการตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 กับบริษัท แคลิฟอร์เนีย ว้าว เอ็กพีเรียนซ์ จำกัด (มหาชน) ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2556 ซึ่งจากการตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานทั้งภายในและภายนอกประเทศมาต่อเนื่อง 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2556 พบว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน เพราะหลังเชิญชวนประชาชนสมัครเป็นสมาชิกโดยต้องจ่ายค่าสมาชิกในการเข้ารับบริการสถานที่และอุปกรณ์ในการออกกำลังกายและการอำนวยความสะดวกต่างๆจากผู้ฝึกสอน บริษัทก็ค่อยๆปิดสาขาสถานที่ออกกำลังกายลงเรื่อยๆ กระทั่งปิดกิจการทั้งหมด โดยพบว่าตั้งแต่ปี 2543 ถึงปี 2554 บริษัทมีการโอนเงินให้บุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกประเทศถึง 1,699,646,457.92 บาท คิดเป็นอัตราส่วน 99% ของธุรกรรมทั้งหมด ซึ่งช่วงเวลานั้นกิจการของบริษัทประสบภาวะขาดทุน