จอดป้ายประชาชื่น : ภาคเกษตรบนเกมการเมือง
ใกล้เข้ามาแล้วกับการเลือกตั้งรัฐบาลชุดใหม่เพื่อบริหารประเทศไทย แต่จากการรับรู้ของภาคประชาชน โดยเฉพาะนโยบายภาคเกษตรน้อยมาก อาจเพราะประเด็นร้อนค่าไฟ ค่าแรงงาน ทำให้ประเด็นเกษตรเบาบาง
เวลานี้แม้สินค้าเกษตรหลายตัวราคาเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังต้องการแรงสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อให้ธุรกิจภาคเกษตรไปต่อได้แบบไม่มีสะดุด และควรเข้าสู่การปรับโครงสร้าง เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทย และที่สำคัญคือ คุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยด้วย
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา สภาเกษตรกรแห่งชาติ มูลนิธิชีววิถี สถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และองค์กรพันธมิตร ร่วมมือกันเปิดเวทีนโยบายเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร โดยได้เชิญ 11 พรรคการเมืองมาแสดงวิสัยทัศน์ ต่างเสนอนโยบายที่น่าสนใจหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต
ยกตัวอย่างนโยบายเด่นๆ ของพรรคการเมืองที่มีฐานคะแนนเสียงอันดับต้นๆ อาทิ พรรคก้าวไกล มีนโยบายปลดล็อกราคาที่ดินทำกิน จะเพิ่มงบประมาณในกองทุนพิสูจน์สิทธิในที่ดินเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ เป็น 1 หมื่นล้านบาท ใน 4 ปี รวมถึงการเปลี่ยนพื้นที่ ส.ป.ก.เป็นโฉนดที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ ด้านพรรคภูมิใจไทย ประกาศว่าภายใน 4 ปี เพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 200% ลดการใช้สารเคมีลง 50%
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์กำหนด 26 นโยบายเกษตร หวังเพิ่มจีดีพีเกษตร พร้อมตั้งเป้าให้ไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศมหาอำนาจอาหารโลก ภายในปี 2573 ด้านพรรคเพื่อไทย มีนโยบายออกโฉนด 50 ล้านไร่ ปรับเปลี่ยนพื้นที่นาเป็นข้าวโพดและถั่วเหลือง โดยมีเงื่อนไขห้ามเผา และพรรคพลังประชารัฐ ที่มีนโยบายมุ่งหน้าสู่เกษตรอินทรีย์ ที่จะเป็นหนทางในการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร
ปัญหาที่เกษตรกรต้องเผชิญ เป็นอีกโจทย์สำคัญที่วัดกึ๋นของรัฐบาลทุกชุด ต้องตามดูรัฐบาลชุดใหม่ที่ยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะเป็นใคร จะสามารถทลายกำแพงปัญหาสุดหินนี้ไปได้หรือไม่

