‘ปตท.’ลุยพัฒนาพลังงานสะอาด ยึดโมเดล‘เนเธอร์แลนด์’ ปั้น‘แหลมฉบัง3’กรีนพอร์ตแห่งแรกในไทย

7.05.23 | 12:20 น.
‘ปตท.’ลุยพัฒนาพลังงานสะอาด ยึดโมเดล‘เนเธอร์แลนด์’ ปั้น‘แหลมฉบัง3’กรีนพอร์ตแห่งแรกในไทย

‘ปตท.’ลุยพัฒนาพลังงานสะอาด
ยึดโมเดล‘เนเธอร์แลนด์’
ปั้น‘แหลมฉบัง3’กรีนพอร์ตแห่งแรกในไทย

เมื่อการทำธุรกิจไม่เหมือนเดิม ทำให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ต้องปรับวิสัยทัศน์การเดินหน้าธุรกิจใหม่ ไปสู่การเติบโตในธุรกิจพลังงานอนาคต และธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน ภายใต้วิสัยทัศน์ Powering Life with Future Energy and Beyond รับเมกะเทรนด์โลกในอนาคต และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กลายเป็นวาระโลก

ปตท.ปักหมุดปี 2593 จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายหลังประกาศวิสัยทัศน์ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา “ปตท.” เริ่มเดินหน้าลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด

ขณะเดียวกันตั้งเป้าภายใน 5 ปีนี้ (2566-2570) จะใช้เม็ดเงินลงทุนรวม 4 แสนล้านบาท ก้อนแรก 100,227 ล้านบาท สำหรับลงทุนในธุรกิจหลักที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทแล้ว เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน และอีก 302,168 ล้านบาท เตรียมไว้สำหรับลงทุนโครงการอนาคต ในธุรกิจใหม่ที่มุ่งพลังงานสะอาด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำตามที่ประกาศไว้ โดยภายในปี 2566 มีแผนปิดดีลอย่างน้อย 5 โครงการในต่างประเทศ มีทั้งรูปแบบร่วมทุน ควบรวมและซื้อกิจการ รวมถึงตั้งเป้าจะมีรายได้จากธุรกิจใหม่ 30% ภายในปี 2573

แต่การจะเดินหน้าไปถึงหมุดหมาย ยังคงเป็นความท้าทายอยู่ไม่น้อย จึงต้องมีการศึกษา วิเคราะห์โมเดลจากนานาประเทศเพื่อนำมาปรับใช้ในการพัฒนา

Advertisement

“เนเธอร์แลนด์” ประเทศที่ถูกขนานนามว่า “ดินแดนแห่งกังหันลม” เพราะเป็นแหล่งพลังงานสะอาด เป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายที่ “ปตท.” จะใช้เป็นโมเดลต้นแบบ ขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาด พลังงานรูปแบบใหม่ในอนาคต

และเพื่อให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้น ระหว่างวันที่ 24-30 มีนาคม 2566 “ปตท.” นำคณะสื่อมวลชนไทยบินลัดฟ้าไปดูสถานที่จริงถึงเนเธอร์แลนด์ โดยที่แรก “ชุมชนลอยน้ำอัจฉริยะ Schoonschip” ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอัมสเตอร์ดัม เป็นชุมชนที่มีการแลกเปลี่ยนใช้พลังงานหมุนเวียนภายในชุมชนผ่านระบบไฟฟ้าสมาร์ทกริด ระบบกักเก็บน้ำฝนเพื่อหมุนเวียนการใช้งานและการใช้พลังงานจากก๊าซชีวภาพ

เริ่มโครงการเมื่อ 12 ปีก่อน ปัจจุบันมีบ้านทั้งหมด 30 ยูนิต รวม 46 ครอบครัว หรือ 150 ชีวิต โดยบ้านทุกหลังจะติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา เพื่อผลิตไฟฟ้า มีแบตเตอรี่กักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ หากบ้านไหนไฟฟ้าเหลือสามารถแลกเปลี่ยนการใช้ในชุมชนได้ ด้วยการขายเข้าระบบกริดของการไฟฟ้า หรือหากช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ก็สามารถซื้อไฟฟ้าจากระบบกริดได้เช่นกัน

ส่วนแห่งที่สองเป็น “ท่าเรือรอตเทอร์ดาม” ท่าเรือสีเขียว (กรีนพอร์ต) ใช้พลังงานสะอาดทั้งพลังงานหมุนเวียนและไฮโดรเจน เป็นท่าเรือที่ใหญ่และสำคัญมากของยุโรป เป็นศูนย์กลางการขนส่งและทางเศรษฐกิจ พร้อมมีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานไฮโดรเจนของยุโรป เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญของการใช้พลังงานไฮโดรเจนที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายภาคธุรกิจ

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. กล่าวว่า อะไรที่ประเทศเนเธอร์แลนด์พัฒนา ในประเทศไทยเองก็มีการพัฒนาควบคู่กันไป การมาดูโมเดลที่เนเธอร์แลนด์ เพื่อนำไปเป็นต้นแบบและเป็นภาพที่อยากจะให้เกิดขึ้นในประเทศไทยด้วย อย่างระบบไฟฟ้าสมาร์ทกริด ซึ่งเป็นการบริหารจัดการไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านระบบสมาร์ทกริด เป็นเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

โดยประเทศไทยมีโปรเจ็กต์นำร่องแล้วที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ โดย ปตท.ร่วมกับบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เซอร์ทิส จำกัด ในการพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะด้วยดิจิทัล หรือ Smart Energy Platform ซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในโรงงาน โดยให้โรงงานติดแผงโซลาร์เซลล์ หากโรงงานไหนใช้ไฟฟ้าเหลือ ก็สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนไฟฟ้าผ่านแพลตฟอร์มนี้ได้

ส่วนโมเดลกรีนพอร์ต “ซีอีโอ ปตท.” ย้ำชัดหลังดูโมเดลต้นแบบจากท่าเรือรอตเทอร์ดามแล้ว เป็นโมเดลเดียวกันกับที่จะพัฒนาในโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ร่วมทุนระหว่างบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 40% บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด เครือ ปตท. ในสัดส่วน 30% และบริษัท เชค โอเวอร์ซี อินฟราสตรัคเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ในสัดส่วน 30% โดยใช้เงินลงทุนกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่ง ปตท.ตั้งเป้าจะให้เป็นท่าเรือสีเขียว นอกจากนี้ ยังร่วมกับประเทศซาอุดีอาระเบีย ศึกษาระบบกรีนไฮโดรเจนเพื่อนำมาใช้ในประเทศไทย คาดว่าผลการศึกษาจะออกมาเร็วๆ นี้ ถ้าโปรเจ็กต์มีความคุ้มค่าและเป็นไปได้ในทางเศรษฐศาสตร์ จะเห็นโปรเจ็กต์กรีนไฮโดรเจนในไทยแน่นอน

“การลงทุนในท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของ ปตท.ที่มองหาการลงทุนในธุรกิจใหม่ ซึ่งโลจิสติกส์และอินฟราสตรัคเจอร์เป็นธุรกิจหนึ่ง โดยเริ่มจากท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ขณะเดียวกันโครงการนี้ยังสามารถเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าไปลาวและจีนได้ด้วยระบบราง หากรัฐบาลสร้างรถไฟทางคู่เชื่อมท่าเรือแหลมฉบัง โดยไม่ต้องลงทุนรถไฟความเร็วสูง และหากต่อจากท่าเรือแหลมฉบังไปเชื่อมท่าเรือระนองและขยายท่าเรือให้ใหญ่ขึ้น จะทำให้ไทยได้เปรียบและเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ได้ เพราะสามารถขนส่งสินค้าออกทะเลอันดามันไปยังจีนได้เช่นกัน” ซีอีโอ ปตท.กล่าวย้ำ

ด้าน นพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บมจ.ปตท.ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ท่าเรือรอตเทอร์ดามเป็นท่าเรือสำคัญแห่งหนึ่งของยุโรป ปัจจุบันเป็นท่าเรือที่ขนส่งทั้งแอลเอ็นจี น้ำมันดิบ สินค้าสำคัญ และยังเป็นแหล่งกระจายสินค้าไปทั่วยุโรป โดยมีการพัฒนาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นที่เรียกว่าเกรย์ไฮโดรเจน เพื่อช่วยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทางหนึ่ง และในอนาคตอันใกล้นี้ จะนำพลังงานลม (วินด์มิลล์) ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดผลิตเป็นกรีนโฮไดรเจน และยุโรปกำลังให้ความสำคัญ เพราะให้ทั้งพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วย ขณะที่ประเทศไทยได้มีการศึกษาใช้กรีนไฮโดรเจนในภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเน็ตซีโร่ในอนาคต

“ปตท.จะนำโมเดลกรีนพอร์ตของท่าเรือรอตเทอร์ดามมาใช้กับท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 เพื่อไปสู่เป้าหมายการเป็นกรีนพอร์ตแห่งแรกของไทย โดยการออกแบบเราใช้บริษัทเดียวกัน ตั้งเป้าให้เป็นท่าเรือใช้พลังงานสะอาด ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างออกแบบ ทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และขออนุญาตก่อสร้าง เป็นการเดินหน้าคู่ขนานไปกับการรับมอบพื้นที่ก่อสร้างจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย คาดเริ่มก่อสร้างปลายปี 2566 และเปิดบริการภายในปี 2568”

“นพดล” ยังอธิบายถึงคอนเซ็ปต์ของการเป็นกรีนพอร์ตด้วยว่า จะใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ อยู่ภายในท่าเรือ ขณะที่การขนส่งต้องใช้รถบรรทุกไฟฟ้า หรืออีวี รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีในการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ นำระบบไอทีมาใช้บริหารจัดการต่างๆ ภายในท่าเรือ ที่สำคัญต้องใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไฮโดรเจน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศ “นพดล” มองว่า พลังงานทางเลือกที่จะนำมาใช้ในท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 นั้น ด้วยประเทศไทยไม่มีลมแรงเท่าเนเธอร์แลนด์ การใช้พลังงานลมจึงไม่เหมาะ ดังนั้น พลังงานจากแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์น่าจะมีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด ขณะเดียวกันยังศึกษาพลังงานจากรูปแบบอื่นเพื่อเปิดเป็นโอกาสไว้ รวมถึงพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งปัจจุบัน ปตท.ร่วมกับโตโยต้า สร้างสถานีเติมไฮโดรเจนสำหรับรถที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน และจะพัฒนาใช้กับรถบรรทุกขนส่งต่อไป อาจจะรวมถึงรถขนส่งวิ่งในท่าเรือด้วย เนื่องจากไฮโดรเจนเป็นส่วนหนึ่งจะมาช่วยลดการใช้พลังงานฟอสซิลได้ และการทำให้ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 เป็นกรีนพอร์ตได้ นับเป็นทางเลือกที่ดี เพราะปัจจุบันบริษัทเรือและผู้ใช้บริการ เริ่มมองหาการใช้พลังงานสะอาดกันมากขึ้น

ดังนั้น การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 สู่การเป็น “กรีนพอร์ต” ที่สมบูรณ์แบบแห่งแรกของประเทศไทย ไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม!

ประเสริฐ จารึก