สัปดาห์นี้เข้าทางตรง การเลือกตั้งครั้งใหญ่ ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม 2566 อีกวันชี้ชะตาประเทศไทยกับการจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่กำลังเกิดขึ้น ภายใต้ผู้นำที่ถูกเลือกโดยประชาชนที่ต่างคาดหวังว่า ผู้มาใหม่จะผลักดันประเทศไทยให้เดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง ผ่านการเร่ขายนโยบายหวังจับใจในทุกด้านเพื่อแก้เศรษฐกิจที่มีปัญหา แต่นโยบายพรรคใดจะถูกซื้อคงต้องรอให้ประชาชนตัดสิน!
จากแผลใหญ่เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด ขณะนี้แม้ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่แรงขับเคลื่อนในภาคการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเข็นให้เศรษฐกิจกลับมาสมบูรณ์ทั้งหมด เพราะหากดูไส้ในเศรษฐกิจกำลังทยอยฟื้นตัวในรูปแบบตัว K หมายถึงภาวะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างไม่เท่าเทียมกันในแต่ละอุตสาหกรรม ภูมิภาค และกลุ่มบุคคล ดังนั้น การจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้รอดทั้งระบบต้องศึกษาทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเร่งแก้ไขและสร้างจุดเปลี่ยนให้เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน
ดังนั้น “มติชน” จึงได้สอบถามไปยังภาคธุรกิจทั่วประเทศ ผ่านประธานหอค้าไทย 5 ภาค ถึงมุมมองการบูสต์เศรษฐกิจไทยให้กลับมาฟื้นอย่างชัดเจน ผ่านโจทย์ที่มอบให้รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ไข
⦁โพล3นโยบายเร่งรบ.ใหม่แก้
ทางวิชาการ ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ปี 2566 เรื่องความคาดหวังเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมือง จากการสุ่มประชาชน 2,000 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า นโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการอย่างเร่งด่วน 3 อันดับแรก คือ 1.ลดค่าครองชีพของประชาชนให้อยู่ในระดับเหมาะสม 2.เพิ่มเติมสวัสดิการในด้านต่างๆ ให้กับประชาชน โดยเฉพาะสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลและเบี้ยผู้สูงอายุ 3.เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ และพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ส่วนนโยบายที่รองลงมา เช่น แก้ไขปัญหาความยากจน แก้ปัญหาหนี้สิน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย สร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ เป็นต้น
และในผลสำรวจพบอีกว่า สิ่งที่ประชาชนอยากถามนักการเมือง คือ นโยบายเอาเงินมาจากไหน หรือจากภาษีประชาชน หรือเงินนอกงบประมาณ ซึ่งนโยบายที่พูดออกมาส่วนใหญ่ล้วนเป็นนโยบายเร่งด่วนที่เกิดความสงสัยว่าทำแล้วเศรษฐกิจจะเติบโตแค่ไหน รวมถึงได้ผลเสียแค่ไหน และที่สำคัญหนี้สาธารณะจะเพิ่มหรือไม่
⦁หั่นต้นทุนโครงสร้างลดภาระ
ทางธุรกิจภาคกลาง ธวัชชัย เศรษฐจินดา ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง กล่าวว่า อยากเห็นรัฐใหม่ทำนโยบายที่มุ่งเรื่องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยประสบปัญหา จึงอยากให้ปรับเรื่องโครงสร้างการแข่งขันของต้นทุนที่สูงขึ้นต่อเนื่อง เช่น ค่าไฟฟ้า ขณะนี้ของไทยแทบจะสูงสุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคเดียวกัน ดังนั้น เมื่อไทยเข้าร่วมการแข่งขันกับตลาดจะแพ้ตั้งแต่แรก เพราะต้นทุนในการประกอบธุรกิจหลักมีราคาสูงและมีแนวโน้มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการพิจารณาของนักลงทุนที่จะเดินทางมาตั้งถิ่นฐานการผลิตในไทยระยะยาว จึงเป็นโจทย์ที่อยากให้รัฐแก้ไขมากที่สุดเพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยตรง หากหมดนักลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศจะเป็นผลกระทบต่อรายได้ต่อไป และต้องเร่งแก้ไขให้สอดคล้องกับเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
⦁วอนต่อ‘อีอีซี’เพิ่มนิวเอสเคิร์ฟ
ธุรกิจทางตะวันออก ปรัชญา สมะลาภา ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจภายในภาคตะวันออกกลาง รัฐบาลควรสนับสนุนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะอุตสาหกรรมที่ตั้งในพื้นที่เริ่มสตาร์ตแล้ว ถ้าไม่สานต่อจนดับไปอาจสตาร์ตยากกว่าเดิม เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่เป็นคนจีนเริ่มเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์ที่ขณะนี้มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) มากขึ้น แต่อยากให้มีอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เป็นนวัตกรรมใหม่อีกหลายด้านเข้ามาลงทุนในประเทศ เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์) เป็นต้น เพื่อสร้างให้ไทยเป็นฐานการผลิตรายใหญ่ให้ได้ เพราะผลพลอยได้จากการพัฒนาโครงการอีอีซีจะสร้างรายได้ให้ประเทศ รวมถึงสร้างอาชีพให้กับประชาชนให้มีรายได้ทั่วถึงทุกพื้นที่
⦁เชื่อมสะพานไทย-ลาวสร้างเงิน2ทาง
ทางอีสาน สวาท ธีระรัตนนุกูลชัย ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า เบื้องต้นอยากเห็นนโยบายที่สามารถแก้ปัญหาทางโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก เพราะการใช้นโยบายระยะสั้นทำให้เสียเวลาพัฒนาประเทศในอนาคต ซึ่งเขตภาคอีสานมีพื้นฐานที่ดีทั้งจำนวนคน และพื้นที่ตั้งที่ดีต่อการค้าขายชายแดน ดังนั้น โครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาต่อเนื่องคือการต่อยอดโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมรถไฟไทยไปลาวที่อยากให้รัฐสนับสนุนงบประมาณ เพื่อประโยชน์ของภาคอีสาน เพราะหากสะพานเส้นนี้แล้วเสร็จจะได้ประโยชน์ทั้ง 2 ทางทั้งการส่งออกที่ลำเลียงสินค้ามากขึ้น และการท่องเที่ยวที่จะโดยสารนักท่องเที่ยวให้มีจำนวนมากขึ้นเช่นกัน
⦁ยกระดับคุณภาพชีวิตแก้ฝุ่น
สอบถามธุรกิจเหนือ สมบัติ ชินสุขเสริม ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนทั่วทั้งภาคเหนือต้องการมากที่สุดคือการยกระดับคุณภาพชีวิตให้หลุดพ้นจากฝุ่นพิษ (PM2.5) ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐควรแก้ไขมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นผลกระทบที่ทำให้ภาคการท่องเที่ยวภาคเหนือลดลง เพราะนักท่องเที่ยวกังวลปัญหาสุขภาพ หากรัฐบาลสามารถจัดการได้จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ 2 ทาง โดยวิธีดำเนินการต้องแก้ไขปัญหาที่สาเหตุ เพราะที่ผ่านมา รัฐแก้ปัญหาไม่ตรงจุดทำให้ปัญหาฝุ่นพิษเกิดขึ้นต่อเนื่องและไม่ทุเลาลง ส่งผลให้ประชาชนเป็นโรคมะเร็งมากขึ้น โดยเฉลี่ยประชาชนสูดดมฝุ่นพิษที่อยู่ในระดับรุนแรงต่อสุขภาพใน 3-5 ปี จะทำให้เกิดโรคโดยที่พฤติกรรมไม่มีการดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ร่วม ดังนั้น หากมีมาตรการดูแลและแก้ไขตรงสาเหตุโดยเฉพาะเชื่อว่าปริมาณฝุ่นพิษจะลดลงมากกว่าเพิ่มขึ้นในทุกๆ วัน
⦁ขอโอกาสใต้ทำโลจิสติกส์ทันสมัย
ขณะที่ธุรกิจใต้ วัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ กล่าวว่า งานเร่งด่วนของภาคใต้คือเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เสียโอกาสไปนานมาก เพราะปัญหาเรื่องระบบการเดินทางทั้งถนน ระบบราง ท่าเรือ ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจ หากโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งถ้าเติบโตขึ้นระบบการขนส่งต้องผ่านภาคใต้ เช่น ท่าเรือน้ำลึกระนอง ของเก่าเล็กและทรุดโทรม ขณะนี้กำลังหาท่าเรือใหม่ หากได้โปรเจ็กต์นี้ หรือเป็นโปรเจ็กต์ของรัฐบาลชุดเก่าได้ทำโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน (แลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง) และรถไฟสายสุราษฎร์ธานี-พังงา (ท่านุ่น) ซึ่งการพัฒนาทั้ง 2 ทางสามารถเชื่อมทะเลอันดามัน-อ่าวไทยได้ หากสามารถสนับสนุนให้เกิดขึ้นจริงระเบียงเศรษฐกิจไทยจะพัฒนาและเฟื่องฟูอย่างยั่งยืนภายใน 2-3 ปี
จากความเห็นเบื้องต้นชี้ชัดในธุรกิจพร้อมดันเศรษฐกิจในทุกภูมิภาค ขาดแต่ว่ารัฐบาลใหม่จะนำไปปรับใช้ให้ถูกวิธี หรือเกาให้ถูกที่คันอย่างไร คงต้องรอดูฝีมือทีมเศรษฐกิจว่าจะมีหน้าตาแบบใดเป็นผู้นำ!

