นักธุรกิจอาหาร ผวาขั้วใหม่รื้อนโยบายการเกษตร ชู 3 เรื่องร้อน 100 วันแรก จี้รบ.ใหม่เร่งแก้ไข
เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคเอกชนเป็นห่วงนโยบายของรัฐบาลใหม่ ที่จะนำมาใช้บริหารปกครองประเทศต่อไปจากที่ได้หาเสียงไว้ จะมีอะไรที่ทำได้แน่ ทำได้จริง ทำได้แค่ไหน เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตทั้งมหภาคและจุลภาค โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร ยังไม่เห็นนโยบายที่ออกมาชัดเจน ทั้งที่จำนวนแรงงานภาคเกษตรและอาหารของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมมาถึง 40 ล้านคน และสร้างมูลค่าต่อระบบเศรษฐกิจจากส่งออก 1.5 ล้านล้านบาทต่อปี และบริโภคในประเทศอีกกว่า 1.5 ล้านล้านบาทต่อปี โดยในปีนี้ ความต้องการบริโภคภาคเกษตรและอาหารในประเทศจะขยายตัวได้มากเกิน 10% เนื่องจากเปิดประเทศแล้วและมีนักท่องเที่ยวเข้าไทยต่อเนื่อง
” ตอนนี้ไม่อาจระบุได้ว่าการเลือกตั้งและรัฐบาลใหม่จะมีผลต่อภาคเกษตรและอาหารของไทยอย่างไร เพราะต้องดูนโยบายที่นำมาใช้อย่างจริงจัง ซึ่งผู้ประกอบการภาคเกษตรและอาหาร อยากให้รัฐบาลใหม่สนับสนุนอย่างจริงจัง อยากให้สานต่อ ไม่อยากให้รื้อ แต่มาเสริมหรือสร้างเพิ่มดีกว่า ที่ผ่านมาเข้าแล้วบางเรื่องก็จะรื้อหรือเลิกหรือเปลี่ยนมาตลอด หลังจากเลือกตั้ง 14 พฤษภาคมแล้ว เมื่อดูว่าพรรคใดจัดตั้งรัฐบาลก็พอจะดูทิศทางได้ในเบื้องต้น และหลายเรื่องที่ผู้ประกอบการภาคเกษตรต้องนำเสนอและรับฟังนโยบาย ” นายพจน์ กล่าว
นายพจน์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ภาคเกษตรและอาหารในไทยขณะนี้ คือ แบกรับภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนแพงขึ้นทุกด้าน แต่ไม่อาจปรับราคาจำหน่ายได้ใกล้เคียงกับต้นทุนที่แพงขึ้น ภาคส่งออกยังเจอปัญหาค่าเงิยบาทแกว่งและผันผวนสูง ผู้ค้ายังแบกภาระสต๊อกก่อนหน้านี้ในอัตราสูงกว่าจะคลี่คลายน่าจะหลังเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และทิศทางค่าแรงสูงจากที่ได้พรรคการเมืองหาเสียงไว้ ขณะที่ต้นทุนพื้นฐานยังไม่ได้ลดลง ทั้งนี้ 3 เรื่องที่ภาคเอกชนมองว่าเป็นปัญหาหนัก โดยเฉพาะกับกลุ่มเกษตรและอาหาร คือ 1. ภัยแล้งหรือน้ำฝนทิ้งช่วงหรือน้อยกว่าปกติ ซึ่งประเมินแล้วว่ากำลังเข้าเอลนีโญ ที่อาจเกิดแล้งรุนแรงต่อเนื่อง 3 ปี ถือเป็นเรื่องที่จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกตรและภาคผลิตต่างๆอย่างหนัก 2. ปัญหาขาดแคลนหรือผลผลิตเพื่อการแปรรูปอาหารไม่เพียงพอ จากภาวะอากาศปั่นป่วน แย่งชิงสต๊อก มีผลต่อราคาวัตถุดิบและสินค้าแพงขึ้นไปอีก 3. ค่าเงินบาทผันผวนเร็ว กระทบต่อการวางแผนและการค้าปกติ ที่ผ่านมาเจอค่าบาทจากอ่อนค่า จาก 38 บาทตอ่เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 32-33 บาทตอนนี้ ห่างกัน 5 บาทหรือกว่า 10% แต่ภาคเกษตรมีกำไรจากการค้าไม่เกิน 5% จึงทำให้เกิดภาวะขาดทุนและขาดสภาพคล่องของธุรกิจ
” เรื่องนี้ค่าบาท เป็นเรื่องหนักอีกเรื่อง ก็อยากให้ธปท.และรัฐบาลใหม่ดูแลมากขึ้น ลดความผันผวนค่าเงิน บวกกับผลกระทบจาก ค่าแรงที่จะเพิ่มขึ้น ผนวกกับต้นทุนแพงสะสมมาก่อนหน้านี้ เหล่านี้รัฐบาลใหม่จะเอาอย่างไร ทุกอย่างจึงต้องดูหลังจากรัฐบาลใหม่ตั้ง และการประกาศแผนการทำงาน 3เดือนหรือ 100 วันแรก ที่ทุกธุรกิจหวังเรื่องลดต้นทุน ลดอุปสรรคที่มีอยู่ และสร้างความสามารถแข่งขันได้อย่างไร เราคงมีการนำข้อเสนอไปให้รัฐบาลใหม่ แต่ขอดูก่อนว่าเป็นใครและประกาศแผนการทำงานอย่างไร ” นายพจน์ กล่าว

