ดัชนีเชื่อมั่นภาคเอกชน เม.ย. พุ่งสูงสุดรอบ 64 เดือน หอค้า จับตาจัดตั้ง รบ.ใหม่ ชี้ถ้าไร้เสถียรภาพฉุดจีดีพีต่ำ 3% แน่
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการหอการค้าไทย (TCC-CI) ประจำเดือนเมษายน 2566 ว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 369 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 24-28 เมษายน 2566 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชน อยู่ที่ระดับ 51.9 จาก 50.5 ในเดือนมีนาคม 2566 ถือว่าเป็นระดับที่ดีสุดในรอบ 64 เดือน นับตั้งแต่เริ่มสำรวจมาในรอบ 5 ปี 4 เดือน หรือตั้งแต่ปี 2561 และยังเป็นครั้งแรก ที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในทุกภาค อยู่สูงกว่าระดับ 50 จุด ส่วนปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 51.1 จาก 49.9 ในเดือนมีนาคม 2566 ซึ่งปรับตัวดีต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และอนาคตอยู่ที่ระดับ 52.7 จาก 51.1 ในเดือนมีนาคม 2566 ซึ่งปรับตัวดีต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3
นายธนวรรธน์กล่าวว่า ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการหอการค้าไทยในแต่ละภูมิภาค ปรับตัวสูงเกินระดับ 50 ทุกภาค ดังนี้ กรุงเทพฯและปริมณฑล ดัชนีอยู่ที่ 51.1 จาก 49.6 ในเดือนมีนาคม 2566 ภาคกลาง ดัชนีฯ อยู่ที่ 51.9 จาก 50.7 ในเดือนมีนาคม 2566 ภาคตะวันออก ดัชนีฯ อยู่ที่ 54.5 จาก 53.3 ในเดือนมีนาคม 2566 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดัชนีฯ อยู่ที่ 51.3 จาก 50 ในเดือนมีนาคม 2566 ภาคเหนือ ดัชนีฯ อยู่ที่ 51.8 จาก 50.4 ในเดือนมีนาคม 2566 และภาคใต้ ดัชนีฯ อยู่ที่ 50.7 จาก 49.2 ในเดือนมีนาคม 2566
นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับปัจจัยบวก อาทิ 1.สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ (ส.ส.) ในวันที่ 14 พฤษภาคม ทำให้บรรยากาศในการหาเสียงคึกคักทั่วประเทศ 2.บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยคึกคักต่อเนื่อง จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น หลังจากการเปิดประเทศ ประกอบกับช่วงเทศกาลหยุดยาววันสงกรานต์ 3.ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ทั้งแก๊สโซฮอล และดีเซลปรับตัวลดลงจากเดือนที่ผ่านมา และ 4.ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรเริ่มมีรายได้สูงขึ้น และมีกำลังซื้อในต่างจังหวัดเริ่มปรับตัวดีขึ้น

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ส่วนปัจจัยลบ อาทิ 1.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2566 ใหม่เหลือ 3.6% จาก 3.8% เป็นผลจากภาคส่งออกในปี 2566 ที่คาดว่าจะติดลบ 0.5% 2.แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานโลกยังทรงตัวสูง 3.การส่งออกของไทยเดือนมีนาคม 2566 ติดลบ 4.2% 4.สถานการณ์ค่าพลังงานที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่สูง และ 5.ความกังวลต่อสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในเขตพื้นที่ กทม. และปริมณฑล และในบางจังหวัดของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นายธนวรรธน์กล่าวว่า ทั้งนี้ คาดว่าหลังจบการการเลือกตั้ง จะเห็นการจัดตั้งรัฐบาล ที่มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม หรือสิงหาคม 2566 หากหน้าตารัฐบาลดีผลออกมาเป็นบวก นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ จะเริ่มกลับมาลงทุนเพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะมีความคึกคึกในช่วงไตรมาส 4/2566 เพราะช่วงที่ภาคการท่องเที่ยวจะมีความโดดเด่น ราคาพืชผลทางการเกษตรดี เศรษฐกิจโลกน่าจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากคาดวาธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มหยุดการขึ้นดอกเบี้ย เพื่อให้เศรษฐกิจค่อยๆประคองตัวขึ้น จึงทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็ง และโด่ดเด่นมากขึ้นได้ในช่วงดังกล่าว
นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า จากปัจจัยดังกล่าว ทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ คาดว่าจีดีพี ปี 2566 จะอยู่ที่ 3.6% ซึ่งจะมีการประเมินอีกครั้งหลังเห็นหน้าตาของรัฐบาลใหม่ และนโยบายทางเศรษกิจ แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจมีโอกาสเติบโตอยู่ในกรอบที่ 3-3.5% และมีโอกาสน้อยมากที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 3%
“มีเพียงปัจจัยเดียวที่ทำให้เศรษกิจโตต่ำกว่า 3% ได้ คือ รัฐบาลใหม่ขาดเสถียรภาพ เพราะเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภค และนักลงทุน ทำให้การลงทุนในประเทศล่าช้า นอกจากนี้ ยังมีผลต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งหวังว่าสถานการณ์นี้จะไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น แต่หากว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพ และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเร็ว เชื่อว่าโอกาสที่เศรษฐกิจไทยในปี 2566 จะเติบโตได้ 3.5-4% ต่อไป” นายธนวรรธน์กล่าว
อ่านข่าว:ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. ปรับตัวสูงสุดรอบ 38 เดือน รับอานิสงส์ท่องเที่ยวฟื้น-หาเสียงคึกคัก

