‘บินไทย’ โชว์กำไรไตรมาส 1/66 โต 3 เท่า กว่า 1.2 หมื่นล. จ่อขึ้นเงินเดือน พนง. 5% สิ้นเดือนนี้
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2566 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 41,507 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าซึ่งมีรายได้รวม 11,181 ล้านบาท หรือ 271.2% โดยมีปัจจัยสำคัญจากการเติบโตของรายได้การขนส่งผู้โดยสารจากการกลับมาให้บริการเที่ยวบินขนส่งผู้โดยสารเพื่อรองรับปริมาณความต้องการเดินทางที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางที่เป็นที่นิยม อาทิ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และกลับมาเริ่มให้บริการในเส้นทางจีน ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา และมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร ในเส้นทางทวีปยุโรป ออสเตรเลีย และประเทศญี่ปุ่นอยู่ในระดับที่สูงมาก
นายชายกล่าวอีกว่า บริษัทฯและบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายรวม 28,473 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนหน้าซึ่งมีค่าใช้จ่าย 14,348 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายที่ผันแปรตามปริมาณการผลิตและปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน 9.7% โดยบริษัทฯและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 13,034 ล้านบาท ดีกว่าไตรมาส 1 ปี 2565 ที่ขาดทุน 3,167 ล้านบาท
นายชายกล่าวอีกว่า โดยบริษัทฯและบริษัทย่อยมีต้นทุนทางการเงินซึ่งเป็นการรับรู้ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 จำนวน 3,549 ล้านบาท และมีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวที่ส่วนใหญ่มาจากการปรับโครงสร้างหนี้ การจำหน่ายสินทรัพย์ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นรายได้รวม 2,987 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 12,523 ล้านบาท ขณะที่ปีก่อนหน้าขาดทุน 3,243 ล้านบาท เป็นกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 12,514 ล้านบาท มีอีบิทด้าหลังหักเงินสดจ่ายหนี้สินตามเงื่อนไขสัญญาเช่าเครื่องบินรวมค่าเช่าเครื่องบินจากการใช้เครื่องบินที่เกิดขึ้นจริง 14,054 ล้านบาท
“จากการดำเนินงานที่เป็นบวก บริษัทฯเตรียมปรับเงินเดือนให้พนักงาน เพื่อเป็นการขอบคุณที่ทำงานเหนื่อยจนเป็นผลให้การบินไทยมีกำไร โดยจะปรับขึ้นเงินเดือนให้ 5% ซึ่งจะมีผลในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนผลประกอบการทั้งปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.3-1.4 แสนล้านบาท ผู้โดยสารทั้งปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 9 ล้านคน และอัตราการบรรทุกผู้โดยสารอยู่ที่ 77-78% ขณะที่ปี 2567 คาดรายได้สูงสุด 1.6 แสนล้านบาท แม้รายได้และการเติบโตของบริษัทฯจะดีขึ้นแล้ว แต่เรายังคงคาดการณ์ว่าการบินไทยจะออกจากแผนฟื้นฟูได้ภายในปี 2567” นายชายกล่าว

นายชายกล่าวว่า ขณะที่บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด มีผลขาดทุนจากการดำเนินงานไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 172 ล้านบาท แต่มีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการกลับรายการค่าใช้จ่าย 517 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 82 ล้านบาท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 ทั้งนี้ บริษัทฯและบริษัทย่อยมีเครื่องบินที่ใช้ทำการบินทั้งสิ้น 65 ลำ ในจำนวนนี้เป็นของไทยสมายล์ 20 ลำ โดยมีอัตราการใช้เครื่องบินเฉลี่ย 12.3 ชั่วโมงต่อวัน มีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 121.4%
ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร เพิ่มขึ้น 469.2% อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร เฉลี่ย 83.5% สูงกว่าปีก่อนซึ่งเฉลี่ยที่ 32.5% และมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 3.52 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 245.1% มีสินทรัพย์รวมจำนวน 208,445 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากวันที่ 31 ธันวาคม 2565 จำนวน 10,267 ล้านบาท หนี้สินรวมจำนวน 266,948 ล้านบาท ลดลงจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 จำนวน 2,254 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯและบริษัทย่อยติดลบจำนวน 58,503 ล้านบาท ติดลบลดลงจากวันที่ 31 ธันวาคม 2565 จำนวน 12,521 ล้านบาท
นายชายกล่าวว่า ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาค่าตั๋วเครื่องบินแพงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขาดแคลนบุคลากรที่ให้บริการภาคพื้น เป็นผลทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น แต่ยืนยันว่าขณะนี้การบินไทยสามารถแก้ไขปัญหากระเป๋า และการเช็กอินหน้าเคาน์เตอร์ล่าช้าได้เรียบร้อยแล้ว แต่มองว่าการเพิ่มขึ้นของค่าตั๋วโดยสารเป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งต้องย้อนไปดูว่าที่ผ่านมาที่ราคาตั๋วถูกลงสวนทางกับกลไกของการตลาดหรือไม่ เพราะตอนนี้เรามองว่าจากต้นทุนที่สายการบินต้องแบกรับ ราคาตั๋วปัจจุบันจึงถือว่ายังอยู่ในระดับที่ปกติ

