ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความไม่เท่าเทียมกันในการกระจายรายได้ของไทยยังอยู่ในระดับสูง ทำให้การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ของไทยที่มีอยู่กว่า 3 ล้านราย ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจคนตัวเล็กอย่างพ่อค้าแม่ค้า ผู้บริการ ผู้รับจ้าง รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่อยากผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการในรูปแบบของวิสาหกิจเริ่มต้น หรือสตาร์ตอัพ (Startup) ที่ต้องการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด
ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานรัฐเข้าสนับสนุน ขณะที่ฐานข้อมูลจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ระบุมีสตาร์ตอัพไทยประมาณ 11,000 ราย (ข้อมูลปี 2563)
อย่างไรก็ตาม โอกาสเกิดความสำเร็จเป็นธุรกิจเป็นขนาดใหญ่กลับค่อนข้างต่ำ ไม่สำเร็จเท่าที่ควร ปัญหาและอุปสรรคสำคัญมาจาก 2 ข้อจำกัด คือ เงินทุน เนื่องจากธุรกิจเริ่มต้นใหม่ใช้เงินทุนสูงในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ขาดประวัติทางการเงินและเครดิตที่ดี ทำให้การขอเงินทุนมาต่อยอดยาก และตลาด เนื่องจากผู้บริโภคหรือลูกค้าส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นในสินค้าและบริการของสตาร์ตอัพ ไม่มีข้อมูลเชิงลึกของลูกค้ามาปรับปรุงและพัฒนาสินค้าให้เติบโตขึ้นไปได้อีก
ยิ่งเวลานี้เป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล แผนการขับเคลื่อนสตาร์ตอัพโดยภาครัฐจะต้องเดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้การเติบของสตาร์ตอัพไทยเกิดภาวะสุญญากาศ!!
ประเด็นปัญหาเหล่านี้ “ใบน้อย สุวรรณชาตรี” อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือดีพร้อม กระทรวงอุตสาหกรรม หนึ่งในหน่วยสนับสนุนสตาร์ต อัพไทย ให้มุมมองว่า ดีพร้อมตั้งเป้าหมายสนับสนุนกลุ่มสตาร์ตอัพ เพื่อให้มีโอกาสโตได้ โดยอาศัยการใช้เครือข่าย (Networking) สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ให้ประสบความสำเร็จ ผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่ 1.ขยายเครือข่ายสตาร์ตอัพ โดยเฟ้นหาสตาร์ตอัพจากสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย บ่มเพาะให้พร้อมนำเสนอโมเดลธุรกิจกับนักลงทุน 2.ขยายเครือข่ายเงินทุน สร้างเครือข่ายกับบริษัทเอกชนที่สนใจร่วมลงทุนกับสตาร์ตอัพที่ได้รับการบ่มเพาะ 3.ขยายเครือข่ายตลาด ส่งเสริมหน่วยงานภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมหรือเครือข่ายธุรกิจอุตสาหกรรมนำโซลูชั่นของสตาร์ตอัพไปใช้งานจริง 4. ขยายเครือข่ายวิชาการนานาชาติ เชื่อมโยงภาคีเครือข่ายระหว่างสตาร์ตอัพและนักลงทุนไทย ตลอดจนนักลงทุนต่างประเทศ เหล่านี้ทำให้ปี 2565 ดีพร้อมผลักดันสตาร์ตอัพ และกระตุ้นเศรษฐกิจไทยกว่า 420 ล้านบาท
สำหรับปี 2566 ดีพร้อมตั้งเป้าสนับสนุนสตาร์ตอัพ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเศรษฐกิจ กลุ่มสร้างสรรค์ และกลุ่มสังคม ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไปจนเติบโต ตามนโยบาย MIND ของ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ต้องการให้อุตสาหกรรมอยู่คู่ชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน ผ่าน 6 โครงการสำคัญ คาดจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 1,000 ล้านบาท ดังนี้
1.โครงการสร้างผู้ประกอบการและต้นแบบผลิตภัณฑ์ฐานนวัตกรรม (DIPROM Pathfinder) มุ่งพัฒนาไอเดียสร้างสรรค์สู่การเป็นผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม เน้นคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ หาสุดยอดผลงาน CRAFT INNOVATION หรืองานหัตถศิลป์แห่งอนาคต พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) ให้เกิดผลิตภัณฑ์ต้นแบบ นำเสนอผลงานในงาน 0110 ASIA TECHLAND 2023 ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ เดือนพฤษภาคมนี้ รวมถึงวางขายสินค้าที่ร้านอินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ ทั่วประเทศ คาดจะสร้างมูลค่าทางการตลาด 50 ล้านบาท
2.โครงการต่อยอดผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม (DIPROM Research Connect) เชื่อมโยงงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ นำชิ้นงานบนหิ้งขึ้นห้าง คัดเลือก 15 งานวิจัยจากรั้วมหาวิทยาลัยมาบ่มเพาะพร้อมจับคู่ธุรกิจ คาดว่าจะสำเร็จไม่น้อยกว่า 10 ราย ปีนี้มีงานวิจัยน่าสนใจ อาทิ ชุดทดสอบประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อในหม้อนึ่งความดันไอน้ำ (Autoclave) นวัตกรรม ALLi-FOS สารสกัดหอมแดง นวัตกรรมวัสดุกันกระแทกชีวภาพจากผักตบชวา คาดจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 100 ล้านบาท
3.โครงการดีพร้อมแองเจิลฟันด์ (DIPROM Angel Fund) ร่วมกับ บริษัท เดลต้าอีเลคโทรนิคส์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ปีที่ 8 พัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ครอบคลุมกลุ่มการแพทย์ครบวงจร การผลิตแห่งอนาคต อุตสาหกรรมการเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีบริการ อุตสาหกรรมดิจิทัล เทคโนโลยีการเงิน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ เทคโนโลยีการท่องเที่ยว การบินและโลจิสติกส์ อสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยีเมือง และอุตสาหกรรมกลุ่มธุรกิจภาครัฐและการศึกษา ปี 2566 มีสตาร์ตอัพสนใจกว่า 100 ทีม คัดเลือกบ่มเพาะและแฮกกาธอน (Hackathon) 38 ทีม คาดจะสร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจกว่า 113 ล้านบาท
4.โครงการดีพร้อมสตาร์ตอัพคอนเน็กต์ (DIPROM Startup Connect) ปั้นนวัตกรรมร่วม (Co-Creation) เปิดโอกาสสตาร์ตอัพทำงานกับพันธมิตรเอกชนรายใหญ่ทดลองใช้นวัตกรรม หรือโซลูชั่นในตลาดจริง (Proof of Concept : POC) เป็นมิติใหม่ของการสนับสนุนสตาร์ตอัพที่ให้เอกชน หรือลูกค้ารายใหญ่ร่วมสร้างและพัฒนาสินค้า หรือบริการ สร้างโอกาสขยายตลาดร่วมกันในอนาคต ปีนี้ตั้งเป้าส่งเสริมสตาร์ตอัพ 25 กิจการ มีบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ร่วม 7 ราย แบ่งเป็น 4 บริษัทร่วมปีที่แล้วต่อเนื่องถึงปีนี้ ได้แก่ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยคม จํากัด (มหาชน) และบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด และ 3 บริษัทใหม่ร่วมปีนี้ ได้แก่ บริษัท แมกซ์ เวนเจอร์ส จำกัด บริษัท บางกอกอินดัสเทรียล แก๊ส จำกัด และบริษัท ฮอนด้าเทรดดิ้ง เอเชีย จำกัด คาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 300 ล้านบาท
5.โครงการสร้างเครือข่ายผู้นำพันธุ์ดีพร้อม (DIPROM Heroes) ปี 2 เน้นกลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือกลุ่มกิจการเพื่อสังคม 25 กิจการ แตกต่างจากโครงการอื่น เพราะเน้นกลุ่มผู้ประกอบการสายสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ทำธุรกิจให้มีกำไรควบคู่การสร้างผลตอบแทนทางสังคม ปี 2566 ร่วมกับ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด บริษัทฟายด์ โฟล์ค จำกัด และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม บ่มเพาะธุรกิจ ชี้ช่องแหล่งเงินทุนและการตลาด ผู้ประกอบการใหม่และธุรกิจเพื่อสังคมสมัครเข้าร่วมจำนวนมาก คาดว่าจะยกระดับธุรกิจเพื่อสังคม สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 200 ล้านบาท
6.โครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการในการระดมทุนสู่การเติบโตทางธุรกิจ (DIPROM Capital Market) เตรียมระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยร่วมกับ บริษัท พรีแพร์ ฟอร์ ไอพีโอ จำกัด ฝึกอบรมความรู้ในการระดมทุน โครงสร้างระบบบัญชีการเงิน นำเสนอธุรกิจต่อนักลงทุน แหล่งเงินทุน ไม่ว่าจะเป็น Crowdfunding Private Equity Venture Capital รวมทั้งการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเข้าร่วมมากกว่า 25 กิจการ รายได้มากกว่า 5-100 ล้านบาทต่อปี เมื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์จะขยายธุรกิจได้ในระดับสากลได้หลายเท่าตัว ปัจจุบันมีนักลงทุนและแหล่งทุนสนใจมากกว่า 10 ราย คาดว่าจะเติบโตร่วมทุนได้กว่า 300 ล้านบาท
“ดีพร้อมยังมีแผนสานต่อความร่วมมือกับเครือข่ายนานาชาติ ให้เกิดผลความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดได้กระชับความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่นผ่าน หรือ OTAGAI Friends Meeting เดือนเมษายนที่ผ่านมา มีตัวแทนจากญี่ปุ่นหลายหน่วยงาน อาทิ SMRJ JICA JETRO Tokyo SME Support Center NEDO TIRI AOTS JTECS ผู้แทนจากหน่วยงานและรัฐบาลท้องถิ่นจากประเทศญี่ปุ่นหลายจังหวัด คาดว่าจะเกิดความมือในหลายรูปแบบหลังจากนี้” อธิบดีดีพร้อมทิ้งท้าย
จะเห็นว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดยดีพร้อม เดินหน้าสนับสนุนสตาร์ตอัพไทย อย่างเต็มที่ หวังว่าหากรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหาร โอกาสการเติบโตของสตาร์ตอัพจะกลับมาเด่นชัดยิ่งขึ้น!!

