‘อีคอนไทย’ห่วงตั้งรบ.เสียงข้างน้อย กระทบเชื่อมั่น-ลงทุน เตือนปฏิวัติซ้ำศก.พังพินาศกลายเป็นพม่า2
เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) เปิดเผยถึงการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างไปจากทุกครั้ง เพราะมีความตื่นตัวค่อนข้างมาก ในแง่ของผู้สมัครที่ใช้ยุทธศาสตร์นำ ต่างจากอดีตที่ใช้นโยบายนำ การเลือกตั้งในครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน คือกลุ่มอนุรักษนิยม และกลุ่มเสรีนิยม เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เปรียบเสมือนการให้คำมั่นสัญญากับประชาชน ยกตัวอย่าง พรรคการเมืองที่ชูนโยบายอนุรักษ์ เมื่อได้รับเลือกให้เข้าไปเป็นหนึ่งในทีมจัดตั้งรัฐบาล ต้องนำนโยบายอนุรักษนิยมมาใช้ ไม่ใช่เปลี่ยนกลางคัน
แม้กระทั่งพรรคที่เป็นกลุ่มเสรีนิยม ก่อนได้รับเลือกประกาศไว้ชัดเจนว่าจะไม่เอา 2 ลุง แต่สุดท้ายไปร่วมรัฐบาล เท่ากับทรยศประชาชนเช่นเดียวกัน เรื่องนี้ถือเป็นความแตกต่างที่ในอดีตไม่ได้เห็นการแบ่งขั้วที่ชัดเจนแบบนี้ ซึ่งในแง่ของคนที่ลงมาเล่นการเมืองส่วนใหญ่เริ่มเป็นนักธุรกิจ และเริ่มเห็นคนรุ่นใหม่ เริ่มเข้ามาลงในสนามการเมืองมากขึ้น และการเลือกตั้งในครั้งนี้จะเห็นได้ว่าประชาชนตื่นตัวค่อนข้างมาก คนคาดหวังผลการเลือกตั้งค่อนข้างสูง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องจับหลักให้ดี หากคนไม่เชื่อมั่น หรือเกิดสิ่งที่ไม่เป็นธรรม อาจส่งผลให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองตามมาได้ ทั้งนี้ ในช่วงค่ำของวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ จะได้รู้ผลการเลือกตั้ง และพอได้เห็นหน้าตาของรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีคนใหม่บ้างแล้ว ส่วนใครจะจับมือกับใคร คงต้องรอดูกันต่อไป
นายธนิตกล่าวว่า ในส่วนของภาคเอกชนมีความตื่นตัวเช่นเดียวกัน เพราะไม่ว่าพรรคไหนมา ค่าจ้างจะสูงเพราะถูกดึงเข้าไปอยู่ในประเด็นทางการเมือง เช่น กรณีพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำ
เป็น 450 บาทต่อคนทันที และจะเพิ่มเป็น 600 บาทต่อคน ภายใน 5 ปี เอกชนทำใจไว้แล้วว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ส่วนเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจ ห่วงเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง หากในกรณีพรรคที่มีเสียงข้างน้อยได้จัดตั้งรัฐบาลจะสามารถจัดตั้งได้อย่างมีเสถียรภาพหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญต่อความเชื่อมั่น และไม่รู้ว่ารัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพจะอยู่อย่างไร หากเป็นเช่นนั้นจะกระทบกับการค้าการลงทุน ประเด็นนี้นักลงทุนต่างชาติเริ่มตั้งคำถามถึงเรื่องนโยบายของพรรคการเมืองแล้วว่าเป็นอย่างไร จะกระทบกับภาคธุรกิจมากน้อยแค่ไหน
“กรณีที่หลายฝ่ายมีความกังวลถึงเรื่องการจับขั้วรัฐบาล หากพรรคก้าวไกล หรือพรรคเพื่อไทย ได้เป็นเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล โอกาสที่จะเกิดรัฐประหารหรือปฏิวัติหรือไม่ ยังไม่อยากคิดมากขนาดนั้น เพราะใน พ.ศ.นี้ ไม่ได้ทำได้ง่ายๆ รวมถึงผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ประกาศแล้วไม่ว่าพรรคไหนจะเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ทบ. และหวังว่าการรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้น เพราะถ้าเกิดจริงกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ถึงขั้นพังพินาศ หากไม่เห็นภาพขอให้ดูประเทศเมียนมาเป็นตัวอย่าง” นายธนิตกล่าว
นายธนิตกล่าวว่า เมื่อมีการทำรัฐประหารจะเกิดสิ่งที่ตามมา คือ ถูกแทรกแซงทางการค้าปัจจุบันกลุ่มประเทศตะวันตกเขม่นไทยอยู่แล้ว เพราะถูกมองว่าไปสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมา ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ไทยไม่ได้เจรจาการค้า (เอฟทีเอ) กับสหภาพยุโรป อย่างชัดเจนเลย เรื่องสิทธิประโยชน์ภาษีในการนำเข้าก็ถูกตัดสิทธิ ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนไม่ค่อยรู้ว่าการทำรัฐประหารกระทบกับเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องการค้า การท่องเที่ยว และการเงิน พังหมด เพราะฉะนั้น หากเกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นอีก ไทยอาจถูกผลักให้เป็นเมียนมา 2 ได้ เอกชนได้แต่หวังว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น หวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นอย่างนั้น

