บาทเปิดแข็งค่ายืนเหนือกรอบ 34 บาท/ดอลล์ รับผลการเลือกตั้ง จับตาฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.87 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 33.99 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.50-34.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.75-34.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
โดยในช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น เงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าใกล้โซน 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ตามการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ หลังตลาดยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ขณะเดียวกันผู้เล่นในตลาดบางส่วนก็มองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับสูงได้นาน หลังคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อระยะสั้นและระยะยาวล่าสุดต่างปรับตัวสูงขึ้นกว่าคาด
สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินเหรียญสหรัฐพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดและแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับสูงได้นานของเฟด
ในสัปดาห์นี้ ควรจับตารายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) สหรัฐฯ และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทค้าปลีกใหญ่ นอกจากนี้ ควรติดตามการเจรจาขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ พร้อมรอลุ้นผลการเลือกตั้งทั่วไปของไทย
นายพูน กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาทอาจขึ้นกับฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ โดยผลการเลือกตั้งล่าสุด อาจเพิ่มโอกาสนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยมากขึ้น อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอไว้โดยโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งในเชิงเทคนิคัล โซนแนวต้านสำคัญจะอยู่ที่โซน 34.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และเส้นค่าเฉลี่ย EMA 50 วัน ส่วน 33.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะเป็นโซนแนวรับสำคัญในระยะสั้นนี้
ในส่วนเงินเหรียญสหรัฐนั้น โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐยังพอมีอยู่ แต่การแข็งค่าเพิ่มขึ้นอาจจำกัด หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจออกมาแย่กว่าคาดและ/หรือ ตลาดกังวลปัญหาเพดานหนี้ (Debt Ceiling) อย่างไรก็ดี หากตลาดปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น (Risk-Off) จากความผิดหวังรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ก็อาจหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้เช่นกัน
“คงคำแนะนำว่า ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูงจากทั้งปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ (ประเด็นขยายเพดานหนี้) และการเมืองไทย ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน” นายพูน กล่าว
ทั้งนี้ สำหเศรษฐกิจฝั่งไทย ตลาดประเมินว่า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ราว 2.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในไตรมาสแรกของปีนี้ ดีขึ้นจากไตรมาสที่ 4 ของปีก่อนหน้า หนุนโดยการฟื้นตัวที่ดีขึ้นต่อเนื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งได้ช่วยหนุนให้เกิดการจ้างงานในภาคการบริการและส่งผลดีต่อการบริโภคโดยรวม
ขณะที่ผลการเลือกตั้งทั่วไปล่าสุด ณ เวลา 21.30 น. ของวันที่ 14 พ.ค. ชี้ว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล อาจจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลร่วมได้ ทำให้ผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติอาจมองเป็นภาพที่ดีและทยอยกลับมาเปิดรับความเสี่ยงสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้น มากขึ้นได้

