หน้าแรก เศรษฐกิจ บิ๊กธุรกิจใหญ...

บิ๊กธุรกิจใหญ่-เล็ก เปิดทาง ‘ก้าวไกล’ นำตั้งรบ.ใหม่ รับได้ ‘ผู้นำเป็นคนรุ่นใหม่’ หวังมีเสถียรภาพ

15.05.23 | 14:34 น.

บิ๊กธุรกิจใหญ่-เล็ก เปิดทาง ‘ก้าวไกล’ นำตั้งรบ.ใหม่ รับได้ ‘ผู้นำเป็นคนรุ่นใหม่’ หวังรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ-จี้ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวกับ “มติชน” ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าประชาชนตื่นตัวมาก ผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเกือบ 40 ล้านคน เกินกว่า 75% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52 ล้านคน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือประชาชนทุกช่วงวัยตัดสินใจเลือกในส่วนของ 2 พรรคหลัก เกินกว่า 50% ในระบบ Party list แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง

“ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการพรรคก้าวไกลมีคะแนนเป็นอันดับ 1 ตามหลักการก็มีสิทธิที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ก่อน และครั้งนี้เราเห็นหลายพรรคการเมืองออกมาประกาศเจตนารมณ์ว่าจะให้เกียรติพรรคการเมืองลำดับ 1 เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก่อน จึงต้องรอติดตามว่าหลังจากนี้กระบวนการจับมือตั้งรัฐบาลจะออกมาในลักษณะใด” นายสนั่นกล่าว

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

นายสนั่นกล่าวต่อว่า ภาพการเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกล ประสบความสำเร็จในวันนี้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าวันนี้พรรคก้าวไกลไม่ใช่พรรคการเมืองหน้าใหม่ในการเมืองไทย เพราะ 4 ปีที่ผ่านมา ก็ได้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านและพิสูจน์บทบาทเชิงการเมืองมามากพอสมควร หากพรรคก้าวไกลสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงเข้มแข็งและเข้ามาบริหารประเทศก็เชื่อว่าการทำงานของฝ่ายบริหารก็จะสามารถขับเคลื่อนต่อไป

นายสนั่นกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องนโยบายของพรรคแกนนำ และพรรคร่วม คงต้องรอติดตามว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะประกอบไปด้วยพรรคการเมืองใดเข้ามาร่วมบ้าง ซึ่งคงต้องมีการพูดคุยและตกลงนโยบายของแต่ละพรรคก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นชุดนโยบายที่ออกมาชัดเจน แต่วันนี้หากดูจากพรรคที่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้ก่อนอย่างก้าวไกล สิ่งที่เราเห็นคงเป็นประเด็นเรื่องการเร่งปฏิรูปกฎหมาย และนโยบายสวัสดิการต่างๆ

Advertisement

“ในมุมมองภาคเอกชนมองว่าเป็นเรื่องปกติที่เราจะเห็นภาพคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ตัวอย่างหลายประเทศก็มีผู้นำที่เป็นคนรุ่นใหม่ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา แต่สิ่งสำคัญคือการผสมผสานคนที่มีความรู้ ความสามารถเข้ามาช่วยบริหารประเทศ เช่นเดียวกับภาพของธุรกิจที่วันนี้เราจะเห็นได้ว่ามีนักธุรกิจรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ” นายสนั่นกล่าว

นายสนั่นกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตในการเลือกตั้งครั้งนี้คือไม่มีพรรคใดได้รับเสียงที่ชนะขาดแบบท่วมท้น ทำให้เราจะเห็นภาพของพรรคอันดับ 1 และอันดับ 2 ทิ้งห่างกันไม่มาก ความเป็นไปได้ที่พรรคอันดับ 1 จะจับมือกับอันดับ 2 หรือ รูปแบบการจัดตั้งรัฐบาลในหลากหลายสูตร เป็นเรื่องที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่วันนี้ทุกภาคส่วนอยากเห็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ สามารถบริหารงานได้ต่อเนื่องไม่หยุดชะงัก

“วันนี้ สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นคือกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วตามกรอบระยะเวลาของกฎหมาย เพราะทุกภาคส่วนจะได้เห็นหน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่ รวมไปถึงชุดนโยบายต่างๆ ที่จะออกมาตามที่พรรคแกนนำจัดตั้งและพรรคร่วมได้ตกลงกันที่ก็จะมีความชัดเจน ซึ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศได้เป็นอย่างมาก” นายสนั่นกล่าว

ด้านนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “มติชน” ว่า ผลเลือกตั้งสะท้อนได้ว่า ประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง และให้โอกาสของคนรุ่นใหม่เป็นแกนนำในการขับเคลื่อนในแต่ละมิติที่พรรคการเมืองมีคะแนนสูงสุดนำเสนอไว้ และเชื่อว่าทุกฝ่ายต้องการเห็นการเคารพหลักการเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล เมื่อได้รัฐบาลใหม่ เอสเอ็มอีและธุรกิจรายย่อย คาดหวังรัฐบาลที่สร้างความเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้อย่างชัดเจน ผ่านแผนงานส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้ ลดเหลื่อมล้ำ และยกระดับความเป็นอยู่และลดปัญหาอุปสรรคที่สะสมไว้ เช่น กฎหมายกฎระเบียบ ที่ควรปรับปรุงถึง 1,094 กระบวนการ ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจเสียหายกว่า 1 แสนล้านบาท

คอฟฟี่เบรก : ไม่พูดแล้ว
แสงชัย ธีรกุลวาณิช

“ตามหลักประชาธิไตยและคะแนนการเลือกตั้งที่ออกมานั้น แม้ไม่ได้ชนะขาด แต่เชื่อว่าทุกฝ่ายจะยึดวิธีสันติสุขเพื่อให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้า เอสเอ็มอีอยากให้เร่งตรวจสอบผลเลือกตั้งภายใน 30 วันจากกรอบไม่เกิน 60 วัน หรือให้เสร็จอย่างเป็นทางการภายในเดือนมิถุยายน ต้นเดือนกรกฎาคมฟอร์มตั้งรัฐบาลใหม่ เริ่มจะเห็นหน้าตาตัวบุคคลที่จะเข้าไปบริหารแต่ละกระทรวง และเริ่มทำงานปลายเดือนกรกฎาคมหรือต้นเดือนสิงหาคม เพราะธุรกิจห่วงเรื่องความไม่ต่อเนื่องเรื่องงบประมาณรัฐ และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไตรมาส 3-4 ซึ่งไตรมาส 2 กระตุ้นด้วยเงินเลือกตั้งและกิจกรรมต่างๆ ประคองความเชื่อมั่นการบริโภค และการลงทุน” นายแสงชัยกล่าว

นายแสงชัยกล่าวต่อว่า สมาคมพันธ์กำลังติดตามเวลาที่เหมาะสม เพื่อนำปัญหาและข้อเสนอเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ส่งถึงแกนนำตั้งรัฐบาลเพื่อประกอบการกำหนดนโยบายบริหารประเทศ ซึ่งเอสเอ็มอีเชื่อว่ารัฐบาลจากคนรุ่นใหม่ การทำงานจะเร็ว ซึ่งเอสเอ็มอีปักหมุด 5 เรื่อง คือ 1.ปลุกเศรษฐกิจฐานราก 2.แก้ปัญหาต้นทุนสูงสะสมมานาน เช่น ค่าไฟ ค่าแรง ราคาวัตถุดิบ ดอกเบี้ยสูง ค่าเงินบาทแกว่งไปทางแข็งค่า เป็นต้น 3.เข้าถึงแหล่งทุนใหม่ ดอกเบี้ยต่ำ ขนานไปกับการแก้หนี้คงค้าง ผ่านการปรับโยกการใช้เงินตามสวัสดิการและกองทุนช่วยเหลือรายย่อยที่มีอยู่ 4.สนับสนุนเกิดมาตรการหรือสร้างบุคคลากรด้านสร้างสรรค์อย่างแท้จริงและต่อเนื่อง บนภูมิปัญญาไทย และ 5.เลิก/ลดกฎหมายและระเบียบล้าสมัย ที่เป็นต้นทุนธุรกิจและบางส่วนต้องผลักไปภาคบริโภค ต้นเหตุเงินเฟ้อสูงและรายได้ไม่พอรายจ่าย

“รับได้การเป็นรัฐบาลผสม แต่อยากให้ทุกคนทุกพรรคที่หาเสียงไว้ คงจุดยืนที่ได้ประกาศไว้ ยึดโยงการทำงานเป็นทีม และคำนึงถึงผลประโยชน์ชาติ โปร่งใส ลดการระแวงคำว่าการเมืองมาพร้อมผลประโยชน์ส่วนตัวหรือพวกพ้อง” นายแสงชัยกล่าว