‘สศช.’ ชี้รัฐบาลใหม่ต้องเร่งขับเคลื่อนส่งออก-แก้ปัญหาปากท้องประชาชน
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เรื่องหลักที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการเป็นอย่างแรก คือ ภาคการส่งออก ที่ต้องเร่งทำตลาดและส่งออก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ เพราะเกี่ยวเนื่องกับภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรด้วย ส่วนอีกเรื่องเป็นปัญหาปากท้องของประชาชน โดยหากพิจารณาการบริโภคจะเห็นการขยายตัวได้ดี แต่มีปัญหาในเรื่องราคาค่าไฟฟ้าในช่วงที่ผ่านมา เพราะราคาพลังงานในตลาดโลกที่มีราคาสูงขึ้น แต่แนวโน้มถัดไปราคาพลังงานจะปรับลดลงได้ จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา ว่าจะมีการดูแลราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบกับประชาชน จะมีมาตรการอย่างไร ในรายละเอียดของการดำเนินการตามที่แต่ละพรรคประกาศไว้ จะทำอย่างไรได้บ้าง แต่หากประเมินภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2566 ไม่ได้มีปัญหา ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง ทั้งการบริโภค และการท่องเที่ยวด้วย
นายดนุชากล่าวว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลอาจล่าช้า ส่งผลกระทบกับการจัดทำงบประมาณและเศรษฐกิจนั้น ประเมินว่าในส่วนของงบประมาณปี 2567 ที่จะออกมาในช่วงไตรมาส 1/2567 ถือเป็นการประเมินในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด แต่ในส่วนของการจับขั้วทางการเมือง สภาพัฒน์ในฐานะของหน่วยงานด้านวิชาการ ไม่สามารถช่วยให้เกิดการจับขั้วใดได้ ขึ้นอยู่กับฝั่งการเมืองว่าจะมีการพูดคุยกันอย่างไรมากกว่า โดยมองว่าต้องให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างราบเรียบและไม่มีปัญหา เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าต่อไป เพราะหลายเรื่อง อาทิ การดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ มีนักลงทุนต่างชาติรอความชัดเจนอยู่ ทำให้หากมีความชัดเจนเร็ว ก็จะดึงการลงทุนเข้ามาได้เร็วมากขึ้นด้วย
นายดนุชากล่าวว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 นั้น รัฐบาลใหม่สามารถทำได้หลายรูปแบบ อาทิ การปรับไส้ในของงบประมาณที่มีการจัดทำไว้เบื้องต้น อีกส่วนหนึ่งเป็นการจัดทำใหม่ทั้งหมด แต่หากทำใหม่จะต้องพิจารณาก่อนว่า การประมาณการรายได้ รายจ่าย ที่จะเกิดขึ้น และประมาณการเศรษฐกิจในระยะถัดไปจะเป็นอย่างไร แต่มองว่าคงไม่ได้ต่างจากที่จัดทำไว้เดิมมากนัก เพราะมีข้อจำกัดหลายเรื่องและงบประมาณปี 2567 มีงบประมาณจำกัดที่เพียงพออยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับงบประมาณว่าจะดำเนินการวิธีการใด ซึ่งรัฐบาลใหม่สามารถจัดทำงบประมาณให้สอดรับกับนโยบายที่ได้ประกาศไว้ แต่การจัดทำงบประมาณต้องพิจารณาวินัยการเงินและการคลังควบคู่กันด้วย
“ช่วงการระบาดโควิด-19 ประเทศไทยได้ดำเนินการตามมาตรการการเงินและการคลังอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤตและเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อไป แต่ขณะนี้ไทยผ่านวิกฤตมาแล้ว ทำให้มาตรการการเงินและการคลังในระยะถัดไปจะต้องกลับมาสู่ระดับปกติให้ได้ โดยการมุ่งสู่การรักษาวินัยการเงินและการคลัง โดยยึดตามกรอบการคลังระยะปานกลาง การดำเนินนโยบายต่างๆ จึงจะต้องพิจารณาในแง่ของวินัยการเงินการคลังของประเทศอย่างเคร่งครัด เพราะจะเป็นตัวสำคัญที่ต่างประเทศจะประเมินเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยและความเชื่อมั่นของไทยในช่วงถัดไป” นายดนุชากล่าว
นายดนุชากล่าวว่า ด้านนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงนั้น มองว่ารัฐบาลควรพิจารณาให้รอบคอบ เพราะหากเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ ก็จะต้องส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค ด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้าต่างๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อของประเทศ และอาจมีผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติด้วย

