หน้าแรก เศรษฐกิจ KJL ฟันกำไร Q...

KJL ฟันกำไร Q1/66 กว่า 33 ล้าน โตแรง 20% รับอานิสงส์ราคาวัตถุดิบลด คุมต้นทุนได้ดี

15.05.23 | 15:38 น.

“กิจเจริญ เอ็นจิเนียริ่ง อีเลคทริค” ฟันกำไร Q1/66 33.65 ล้าน เพิ่มขึ้น 20.01% อานิสงส์ราคาวัตถุดิบปรับตัวลง ใช้เทคโนโลยี Industry 4.0 คุมต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ดันมาร์จิ้นเพิ่ม

นายเกษมสันต์ สุจิวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กิจเจริญ เอ็นจิเนียริ่ง อีเลคทริค จำกัด (มหาชน) หรือ KJL เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 33.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.61 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 20.01% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 28.04 ล้านบาท

กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุหลักเกิดจากราคาต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ลดลง โดยราคาเหล็กแผ่นลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 16.48% รวมถึงการที่บริษัทมีการใช้เทคโนโลยีระบบควบคุมการผลิตแบบ Industry 4.0 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ได้แก่ เครื่องตัดเลเซอร์ เครื่องเจาะด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องพับ และหุ่นยนต์พับอัตโนมัติ เป็นต้น ทำให้บริษัทควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับพนักงานฝ่ายผลิตได้มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปี 2566 อยู่ที่ 13.98% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 11.44% และเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ 12.50%

อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายของบริษัทในไตรมาสแรกของปี 2566 อยู่ที่ 239.63 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนจำนวน 4.57 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดลง 1.87% และลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าจำนวน 25.98 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดลง 9.78% สาเหตุหลักจากการที่บริษัทได้มีจัดการส่งเสริมการขายสำหรับสินค้ามาตรฐาน และการปรับลดราคาสำหรับสินค้าสั่งผลิตเพื่อให้ราคาสินค้าสอดคล้องกับราคาวัตถุดิบหลักที่ลดลง โดยเฉพาะโลหะแผ่น นอกจากนี้ราคาขายเศษเหล็กก็ลดลงตามไปด้วยทำให้บริษัทมีรายได้โดยรวมลดลง โดยรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทยังคงเป็นสินค้ามาตรฐานเคเจแอล ตู้ไซซ์มาตรฐาน รางไวร์เวย์ และพูลบ็อกซ์ ที่มีสัดส่วนถึง 70.78%

“ในไตรมาสแรกของปีนี้ถึงแม้ว่าในส่วนของรายได้รวมจะปรับตัวลดลงบ้าง แต่เป็นสาเหตุจากการทำการตลาด และการปรับราคาขายลงจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง ซึ่งสินค้าหลักของบริษัทยังเป็นที่ต้องการ และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราเองได้ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนด้านการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และสามารถบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ตัวเลขยอดขายอาจจะปรับลดลง แต่ความสามารถในการทำกำไรของเรายังคงปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นส่วนที่เราให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง” นายเกษมสันต์กล่าว

Advertisement