LPH รับอานิสงส์ สปส. ขึ้นค่ารักษาต่อหัวดันรายได้เพิ่ม คาดลูกค้าประกันสังคมปีนี้แตะ 2 แสนราย -ประกาศทุ่มงบพันล.สร้างรพ.เพิ่มอีก 2 แห่ง ชี้ล่าสุดรายได้เข้าสู่โหมดปกติอยู่ที่ 499.20 ลบ. กำไร 17.03 ลบ.
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ดร.อังกูร ฉันทนาวานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลลาดพร้าว จำกัด (มหาชน) หรือ LPH เปิดเผยว่า จากกรณีที่คณะกรรมการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) มีมติอนุมัติให้มีการปรับอัตราเหมาจ่ายรายปีขึ้น จาก 1,640 บาทต่อราย เป็น 1,808 บาทต่อราย ในการเข้ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลตามสิทธิ์ โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา การปรับเพิ่มอัตราค่ารักษาพยาบาลของสปส. ครั้งนี้ ทาง LPH มองว่าน่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจอย่างชัดเจน เพราะช่วยผลักดันให้รายได้ขยายตัวมากขึ้น โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของ LPH มาจากกลุ่มผู้ประกันตนในส่วนของประกันสังคมอยู่ที่ประมาณ 45%, กลุ่มผู้ป่วยเงินสดอีกราว 55% ซึ่งหากจำแนกเฉพาะฐานผู้ป่วยประกันสังคมล่าสุด อยู่ที่กว่า 1.7 แสนราย (ปัจจุบันบริษัทมีโควตารวมราว 2 แสนราย) ดังนั้นปีนี้ บริษัทจึงมีแนวทางทำตลาดในกลุ่มผู้ประกันตนของ สปส.ให้มากขึ้น เพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคต อีกทางหนึ่ง
ดร.อังกูร กล่าวว่า ขณะเดียวกันล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวศูนย์ผู้ป่วยประกันสังคมแห่งใหม่ บริเวณถนนลาดพร้าว ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลลาดพร้าวในปัจจุบัน ซึ่งสามารถรองรับในส่วนผู้ป่วยนอก (OPD) ได้ประมาณ 1,000-1,500 รายต่อวัน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการในส่วนดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“มั่นใจว่าในปี 2566 ฐานผู้ป่วยประกันตนจะพุ่งครบโควตา 200,000 ราย จากปี 2565 อยู่ที่ 170,000 ราย เนื่องจากช่วงต้นปีจะเป็นช่วงขอเปลี่ยนสถานพยาบาลของประกันสังคมรอบใหม่ และธุรกิจย่านลาดพร้าวมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิดศูนย์การแพทย์ประกันสังคมลาดพร้าวแห่งใหม่ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลเดิมด้วย เพื่อรองรับฐานผู้ป่วยที่ใหญ่ขึ้น สามารถรับผู้ป่วยนอกประกันสังคม วันละ 1,000 คน และเป็นศูนย์ตรวจสุขภาพประกันสังคมด้วย” ดร.อังกูร กล่าว
ดร.อังกูรกล่าวว่า สำหรับแผนการลงทุนในปี 2566 LPH มีแผนสร้างโรงพยาบาลเฉพาะทางแห่งใหม่ที่ถนนลาดพร้าว รพ.จักษุอินเตอร์ฯ ลาดพร้าว มูลค่าการลงทุน 500 ล้านบาท และรพ.ศัลยกรรมเฉพาะทางรวมผ่าตัดหัวใจครบวงจร มูลค่าการลงทุน 500 ล้านบาท พร้อมเปิดให้บริการปี 68 และบริษัทมีแผนขยายการลงทุน โรงพยาบาลตรวจสุขภาพเพิ่มขึ้น จากเดิมเปิด รพ.ตรวจสุขภาพ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะเพิ่มอีก 2 แห่ง ที่โคราช และจ.ฉะเชิงเทรา เพื่อขยายฐานลูกค้าโรงงานขนาดกลางและเล็กที่มีจำนวนพนักงานไม่เกิน 500 คน คาดรายได้ในส่วนตรวจสุขภาพนอกสถานที่จะเติบโตกว่า 50%
สำหรับผลประกอบการของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในงวดไตรมาส 1/2566 มีรายได้รวมอยู่ที่ 499.20 ล้านบาท ลดลง 30.14% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิรวม (ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่) จำนวน 17.03 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมา 88.76% จากการสิ้นสุดภาวะโรคระบาดเป็นสาระสำคัญ ในขณะที่รายได้จากการรักษาพยาบาลทั่วไปตามปกติธุรกิจไม่รวมประกันสังคม ยังคงเติบโตต่อเนื่อง
โดยรายได้รักษาพยาบาลทั่วไปตามปกติธุรกิจ เพิ่มขึ้น 7.87 ล้านบาท เติบโตขึ้น 3.05% รายได้โครงการประกันสังคมตามปกติธุรกิจ ลดลง 10.18 ล้านบาท คิดเป็น 6.65% อย่างไรก็ตาม สำนักงานประกันสังคมได้อนุมัติให้มีการปรับเพิ่มการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่ สถานพยาบาลคู่สัญญาแล้ว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 พ.ค. 2566 เป็นต้นไป ส่วนรายได้จากธุรกิจส่งเสริมสุขภาพ ปรับลดลงกว่ารายได้ที่เกิดในไตรมาส 1 ของปีที่ผ่านมา จำนวน 47.85 ล้านบาท หรือคิดเป็น 74.71% สาเหตุหลักจากภาวะระบาดของ Covid-19 ส่งผลให้มีรายได้จากการให้บริการฉีดวัคซีนโควิด และรายได้จากการเลื่อนการตรวจสุขภาพจากช่วงครึ่งปีหลังของ 2564 มาตรวจแล้วเสร็จในต้นปี 2565 เพิ่มขึ้นกว่าปกติธุรกิจที่เกิดขึ้นในไตรมาสนี้ ขณะที่รายได้จากการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ลดลงอย่างมีสาระสำคัญจำนวน 165.14 ล้านบาท หรือคิดเป็นการลดลงกว่า 96.64% จากการสิ้นสุดภาวะการระบาดของโรคโควิด-19
ส่วนรายได้จากการให้บริการของบริษัทย่อย (บริษัท ศูนย์ห้องปฎิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด(มหาชน) หรือ AMARC ในไตรมาส 1/66 เพิ่มขึ้น 0.8% จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตของของรายได้จากบริการสอบเทียบ 10.6% การเพิ่มขึ้นของรายได้จากบริการตรวจวิเคราะห์ 6.8% ของกลุ่มบริษัทผู้ผลิตอาหาร กลุ่มค้าปลีกรายใหญ่และการขยายขอบข่ายให้บริการ อย่างไรก็ตาม รายได้จากบริการตรวจสอบและรับรองระบบลดลง 78.6 % สาเหตุหลักจากการชะลอการใช้งบประมาณของรัฐซึ่งเป็นผลกระทบจากปีที่ผ่านมา

