‘โรงพยาบาลวิมุต’ รายได้Q1 พุ่ง 69% คนไข้ต่างชาติเพิ่มเท่าตัว ‘จีน-เขมร’ แห่ทำศัลยกรรม

19.05.23 | 16:59 น.

‘โรงพยาบาลวิมุต’ รายได้Q1 พุ่ง69% คนไข้ต่างชาติเพิ่มเท่าตัว ‘จีน-เขมร’ แห่ทำศัลยกรรม


นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ปี 2566 เป็นที่ 3 ของกลุ่มวิมุตที่เข้ามาสู่ธุรกิจเฮลท์แคร์ ซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้ในไตรมาสแรกที่ผ่านมาอยู่ที่ 412 ล้านบาท โตขึ้น 69% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีก่อน แบ่งเป็นรายได้การบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลวิมุตกว่า 186 ล้านบาท และรายได้จากโรงพยาบาลเทพธารินทรกว่า 226 ล้านบาท โดยรายได้ที่ไม่รวมการรักษาโควิดเติบโตขึ้นกว่า 90%และจำนวนผู้ป่วยนอกสูงขึ้น 34% ยังมีจำนวนคนไข้ต่างชาติสูงขึ้นจากเดิม 5% เป็น 10% ส่วนใหญ่มาจากประเทสจีนและกัมพูชา โดยมารักษาโรคทั่วไปและศัลยกรรมตกแต่ง คาดทั้งปีนี้จะมีรายได้ตามเป้า 2,000 ล้านบาท

นายแพทย์สมศักดิ์กล่าวว่า แผนธุรกิจต่อจากนี้จะร่วมกับบริษัทต่างชาติพัฒนาระบบแพลตฟอร์มดีจิทัลให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ มุ่งสู่การเป็นศูนย์เชี่ยวชาญโรคเฉพาะทาง และจะขยายไปสู่ธุรกิจสุขภาพอื่นๆ เช่น เวลเนส รวมถึงเดินหน้าลงทุนตามยุทธศาสตร์ 5 ปี (2566-2570) วงเงิน 17,000 ล้านบาท มีขยายโรงพยาบาลวิมุต 3 แห่งอยู่ระหว่างคัดเลือกพื้นที่จะสร้างแห่งที่3 ได้แก่ ปิ่นเกล้า กำลังออกแบบ พัฒนา 3 เฟส เฟสแรก 60-70 เตียง ,สุขุมวิท 54 และนราธิวาส ราชนครินทร์ ซึ่งเป็นการพัฒนาบนที่ดินของพฤกษา จากปัจจุบันมี 2 แห่งที่พหลโยธิน และโรงพยาบาลเทพธารินทร์ พระราม 4 จะรีแบรนด์เป็นวิมุต เทพธารินทร์

Advertisement

รวมถึงจะลงทุนเนิร์สซิ่งโฮม 15 แห่งใน 2-3 ปีนี้ ใช้เงินลงทุน 100-200 ล้านบาทต่อแห่ง ขณะนี้เปิดแล้วที่บางนาและคู้บอน ในปีนี้จะสร้างที่วัชรพลและแบริ่ง โดยเปิดบริการในปี 2567 ส่่วนที่เหลือจะทยอยสร้าง เช่น ประชาชื่น ราชพฤกษ์ เป็นต้น ขณะเดียวกันกำลังศึกษาจะเข้าซื้อกิจการโรงพยาบาลอีกด้วย

นายแพทย์สมศักดิ์ยังกล่าวถึงกรณีค่าไฟที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนและทำให้โรงพยาบาลมีภาระค่าไฟเพิ่มขึ้นหลักหลายล้านบาทต่อเดือน ซึ่งปัจจุบันบริษัทพยายามบริหารต้นทุน และยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาล เพราะบริษัทวางเซ็กเมนต์ของธุรกิจโรงพยาบาลไว้ คือ บริการแบบไฮเอนด์ แต่ราคาจับต้องได้

“ส่วนนโยบายของรัฐบาลใหม่นั้น เท่าที่ดูยังไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจ ซึ่งการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลใหม่นั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทโดยตรง เพราะอัตราค่าจ้างปัจจุบันสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว แต่อาจจะกระทบในส่วนของที่เป็นเอ้าท์ซอร์ส ซึ่งบริษัทพยายามดูต้นทุนค่าใช้จ่ายแต่ละส่วน และปรับลดในส่วนที่สามารถปรับลดได้ก่อน”นายแพทย์สมศักดิ์กล่าว

นายแพทย์สมศักดิ์กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ ขอให้การสนับสนุนธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน โดยภาครัฐต้องปรับบทบาทจากเดิมที่มองว่ามีอำนาจควบคุม สั่งการ ต่อไปภาครัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน ควบคุม กำกับธุรกิจด้วยท่าทีที่เหมาะสม พร้อมกับเปิดกว้างให้กับทุกคน เปิดเผย ตรงไปตรมา โปร่งใสที่สุด เพื่อให้ธุริจเฮลธ์แคร์เติบโตมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยได้เปรียบอยู่แล้วเรื่องการบริการด้านแพทย์ เป็นระดับท็อป3-5 ของโลก และค่าบริการถูกกว่าประเทศอื่นๆ