“ชาวเวอร์ ทู ชาวเวอร์” รีแบรนด์รอบ 40 ปี บุกตลาดครีมอาบน้ำ 7,000 ล.
แบรนด์ดังในตำนานของคนไทยกลับมาเขย่าตลาด ชาวเวอร์ ทู ชาวเวอร์ เคยประสบความสำเร็จ กับผลิตภัณฑ์แป้งหอมเย็นและโคโลญจน์ ตั้งแต่ปี 1993 ชาวเวอร์ ทู ชาวเวอร์ ได้ใช้กลยุทธ์มิวสิคมาร์เก็ตติ้งในการโปรโมทสินค้า จนทำให้เพลงและภาพยนตร์โฆษณาโด่งดัง ประสบความสำเร็จทั้งยอดขายและทำให้ผู้บริโภคจดจำมานานถึง 40 ปีแต่อย่างไรก็ตาม ชาวเวอร์ ทู ชาเวอร์ ได้ยุติการขายหายไปในช่วงหนึ่ง
ล่าสุดในปี 2023 บริษัท ดีซีเอช ออริกา (ประเทศไทย) จำกัด (DCH AURIGA (THAILAND) LTD ถือเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจประเภทตัวแทนจัดจำหน่ายและเป็นผู้ให้บริการ บริหารจัดการด้านการตลาดแบบบูรณาการชั้นนำของประเทศ ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจสินค้าเกี่ยวกับแพทย์และสุขภาพ ซึ่งประกอบธุรกิจประเภทตัวแทนจัดจำหน่าย และเป็นผู้ให้บริการการ บริหารจัดการด้านการตลาด จนได้รับความเชื่อถือ มานานกว่า 4 ทศวรรษ DCH AURIGA (THAILAND) LTD ได้ซื้อลิขสิทธิ์ นำแบรนด์ ชาวเวอร์ ทู ชาวเวอร์ กลับมาสู่ตลาดอีกครั้ง ภายใต้การกลับมาของ ชาวเวอร์ ทู ชาวเวอร์ ครั้งนี้ DCH AURIGA (THAILAND) LTD ตีโจทย์ผลิต ครีมอาบน้ำ 3 สูตรใหม่ และได้เลือก “พีพี กฤษฏ์ อำนวยเดชกร” นักแสดงชื่อดังเป็นแบรนด์พรีเซ็นเตอร์ พร้อมสานภาพจำกับมิวสิคมาร์เก็ตติ้ง ด้วยบทเพลงและภาพยนตร์โฆษณาที่เคยคุ้นเคยในอดีตปรับให้ทันยุคสมัยมากขึ้น
นายคัม แม็คซิม เดอ ปินส์ เดอ คอคาเลียร General Manager-Thailand & Indochina กล่าวเกี่ยวกับบริษัท ดีซีเอช ออริกา จำกัด (ประเทศไทย) ว่า ปัจจุบัน บริษัท ดีซีเอช ออริกา ถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีสาขาดำเนินงานในฮ่องกง มาเก๊า จีนแผ่นดินใหญ่ สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ด้วยการยึดมั่นในพันธกิจของเราในการส่งเสริมชีวิตด้วยการดูแลที่มีคุณภาพ ปัจจุบันเราจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กว่า 500 แบรนด์ ณ จุดจำหน่ายกว่า 10,000 แห่งในประเทศ
ในพื้นที่ SEA โดยเฉพาะประเทศไทย ที่มีความผันผวนทั้งด้านภูมิประเทศ รูปแบบการดำเนินธุรกิจ ความสะดวกสบายในการซื้อ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความซับซ้อนและแตกต่างจากพื้นที่หลักอย่างฮ่องกง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ กลยุทธ์ที่เลือกใช้จำเป็นต้องเข้าใจและเข้าถึงกลุ่มคนไทย โดยบริษัทฯยังคงมุ่งเชื่อมต่อนโยบายหลักของบริษัทสาขาแม่ในการเป็น HUB ที่ครอบคลุมตั้งแต่ การเป็นผู้ผลิต อาหาร ยา ผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงกลุ่มธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจยานยนต์ และการเป็นผู้ให้บริการและผู้จัดจำหน่ายสินค้าสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าของโลก ที่สามารถครอบคลุมการดำเนินชีวิตของผู้คนอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยในปีนี้นอกจากจะเป็นผู้จัดจำหน่ายแล้ว ประเทศไทยนั้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดดำเนินการธุรกิจเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่จะเติบโตมากยิ่งขึ้น โดยมี 3 กลยุทธ์หลักที่ได้มีการริเริ่มไปแล้ว คือ 1. ขยายกลุ่มธุรกิจไปยังกลุ่มอินโดจีน (Business Expansion) 2. สร้างแบรนด์ของตัวเอง (Own brand) 3. การบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพที่สุด โดยทั้งหมดนี้เรียกได้ว่าเป็นการต่อยอดจากจุดมุ่งหมายหรือพันธกิจที่อยากเห็นผู้คนมีชีวิตที่ดีในทุกๆ วัน

ด้าน น.ส.ขวัญสิริ งามศิริกุลชัย HEAD OF OWN BRAND BU บริษัท ดีซีเอช ออริกา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากการรีเสิร์ชข้อมูลตลาดของคนที่รู้จักและจดจำแบรนด์ ชาวเวอร์ ทู ชาวเวอร์ กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ที่คนอายุ 35 ปีขึ้นไป จะรู้จักแบรนด์ ชาวเวอร์ ทู ชาวเวอร์ และจะนึกถึงความเย็นและสดชื่น จึงได้นำจุดนี้มาเป็นคอนเซ็ปต์ในการเลือกที่จะทำผลิตภัณฑ์ แต่เนื่องจากแป้งหอมเย็นตลาดเล็กลง และมีการแข่งขันค่อนข้างสูง เราเลยตัดสินใจทำครีมอาบน้ำ จากตัวเลขตลาดสบู่ครีมอาบน้ำในเมืองไทย 7,000 กว่าล้าน แบ่งเป็น กลุ่มบิวตี้และเฮลท์ตี้เราเจาะกลุ่มเฮลท์ตี้ มาร์เก็ตไซส์กลุ่มเฮลท์ตี้อยู่ที่ 1,500 ล้าน หรือมีสัดส่วนยอดขาย 20%
ดังนั้นเมื่อเรามาในยุคการแข่งขันสูงมากๆ ในตลาดครีมอาบน้ำทุกคนไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เล็กหรือใหญ่เข้ามาช่วงชิงในตลาดนี้ค่อนข้างเยอะ จึงเป็นความท้าทายของแบรนด์กับในสิ่งที่เราวางกลยุทธ์เอาไว้ แม้ว่าจะมีการแข่งขันสูง แต่ในตลาดของครีมอาบน้ำก็ยังมีโอกาสเสมอ ในแบรนด์ใหม่ๆ เราเชื่อว่าลูกค้าจะเปิดใจลองใช้ ชาวเวอร์ ทู ชาวเวอร์ เพราะเราเชื่อมั่นในสูตรของเรา และเชื่อว่าลูกค้าต้องกลับมาซื้อซ้ำอย่างแน่นอน
สิ่งสำคัญเราพัฒนาครีมอาบน้ำ ชาวเวอร์ ทู ชาวเวอร์ ให้มีครบใน 1 ขวด คือลดการสะสมแบคทีเรีย และกลิ่นหอมเวลาอาบด้วย อาบแล้วหอมสดชื่น สิ่งหนึ่งที่เราคำนึงถึงคือการถนอมผิว เราเลือกส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีต่างๆ สารที่ก่อให้เกิดการระคายผิว ต้องปราศจากสารสังเคราะห์ 0% ปกป้อง 2 เท่าจากพลังธรรมชาติเป็นคอนเซ็ปต์ของ ชาวเวอร์ ทู ชาวเวอร์ในยุค 2023
ในส่วนช่องทางการจำหน่ายเราพยายามเรากระจายสินค้าให้มากที่สุด เพราะหลังจากที่เราส่งครีมอาบน้ำออกสู่ตลาดไป ตามห้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Lotus’s, Big C,Tops, Foodland, Gourmet Market และร้านค้าต่างจังหวัด ปรากฏว่าได้รับการต้อนรับที่ดีมากในการกลับมาของ ชาวเวอร์ ทู ชาวเวอร์ ในรอบ 40 ปี ซึ่งเรามีแผนการจัดจำหน่าย ตามห้างหลักๆ เพิ่มเติม และกระจายสู่ ทั่วประเทศทุกภาคอย่างครอบคลุม รวมทั้งช่องทางออนไลน์ ซึ่งบริษัทเรามีช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วย ชื่อ AURIGAMART ซึ่งสามารถลิงค์ไปที่ Shopee กับ Lazada ฉะนั้นลูกค้าหาชื้อได้สะดวกหลากหลายช่องทาง การกลับมาของ ชาวเวอร์ ทู ชาวเวอร์ ครั้งนี้ เราไม่ได้จะแข่งขันในตลาดว่าต้องอยู่อันดับที่เท่าไหร่ แต่เราต้องการแข่งกับทาร์เก็ตเป้าของตัวเราเอง ซึ่งเราคิดว่าเราจะมีโอกาสชนะทะลุเป้าหมายที่เราตั้งใจเอาใจมากกว่า

