จับตา ‘รัฐบาลใหม่’ ไม่มาตามนัด นักวิเคราะห์เตือน ‘สึนามิเศรษฐกิจ’ บิ๊กธุรกิจเข้าสู่โหมด ‘เซฟตี้โซน’

22.05.23 | 13:45 น.
จับตา‘รัฐบาลใหม่’ไม่มาตามนัด นักวิเคราะห์เตือน‘สึนามิเศรษฐกิจ’ บิ๊กธุรกิจเข้าสู่โหมด‘เซฟตี้โซน’

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสายลมการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จาก “รัฐบาลขั้วเก่า” สู่ “รัฐบาลขั้วใหม่” ที่กำลังนับถอยหลังเข้าสู่โหมดการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ มี “พรรคก้าวไกล” พรรคคนรุ่นใหม่ไฟแรง ที่คนไทยทั้งประเทศเทใจให้อย่างล้นหลาม เป็นโต้โผร่วมกับ “พรรคเพื่อไทย” ที่กวาดคะแนนเสียงทิ้งห่างชนิดหายใจรดต้นคอ

จากผลการเลือกตั้งที่ออกมาพลิกความคาดหมาย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนต้องการเห็นประเทศไทยมี “การเปลี่ยนแปลง” ทั้งโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ขณะเดียวกันอยากจะเปิดโอกาสและลิ้มลองความสดใหม่จากพรรคก้าวไกล ไม่ว่านโยบายและว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ที่ชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

แต่หนทางไปถึงปลายทางฝัน ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้พรรคก้าวไกลมีกว่า 14 ล้านเสียงที่ได้มาอย่างชอบธรรมจากประชาชน และ ส.ส. 152 เก้าอี้ในมือ ยังต้องฝ่าด่านหิน ส.ว. 250 เสียง ในการประชุมร่วมรัฐสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่ต้องได้ 376 เสียง ถึงได้นั่งนายกรัฐมนตรี วินาทีนี้สถานการณ์การเมืองไทยยังฝุ่นตลบ มีความไม่แน่นอนสูง และเป็นสปอตไลต์จับตาจากภาคประชาชนและนักธุรกิจ

หวั่น “สึนามิการเมือง” ลุกลามกลายเป็น “สึนามิเศรษฐกิจ” หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่มาตามนัดในเดือนสิงหาคม 2566

ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจเป็นอีกประเด็นร้อนที่นักธุรกิจเกาะติดนโยบายเร่งด่วนที่จะทำทันทีหลังฟอร์มทีมรัฐบาลสำเร็จ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าแต่ละนโยบายที่จะออกมามีทั้งผลเชิงบวกและเชิงลบต่อธุรกิจ โดยเฉพาะการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 450-600 บาทของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ที่ภาคธุรกิจน้อยใหญ่ผวาเอฟเฟ็กต์ที่จะตามมาซ้ำรอยกรณีขึ้นค่าแรง 300 บาทเมื่อหลายปีก่อน ที่นักลงทุนเผ่นหนี

Advertisement

⦁ยื้อตั้งรบ.ใหม่กระทบศก.มหาศาล
มีการวิเคราะห์จาก พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) มองว่า ในช่วง 3 เดือนนี้ หากยังไม่มีรัฐบาลใหม่ ทุกอย่างจะหยุดนิ่งหมด ทั้งเศรษฐกิจ การลงทุน การบริโภค จะชะลอไปถึงไตรมาส 4 เพราะยังมีความไม่แน่นอนสูง ไม่มีใครรู้จะเกิดอะไรขึ้น และถ้าหากการตั้งรัฐบาลใหม่ถูกลากยาวออกไปอีก จะยิ่งแย่มากขึ้น และจะเป็นต้นทุนต่อเศรษฐกิจมหาศาล โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่มีความอ่อนไหวมากที่สุด

ในปี 2566 นี้เหลือเครื่องยนต์เดียว คือ การท่องเที่ยว จะมากระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะส่งออกเริ่มแผ่ว การเบิกจ่ายงบรัฐล่าช้า กว่ารัฐบาลใหม่จะทำงบประมาณปี 2567 เสร็จ เร็วสุดเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม อย่างช้าข้ามไปไตรมาสแรกปี 2567 ดังนั้น รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาแทบจะไม่มีบทบาทต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2566 เพราะคงใช้เวลาทำงบประมาณใหม่ให้รับกับนโยบายหาเสียง แต่จะได้เรื่องความเชื่อมั่นทำให้เกิดการลงทุนกลับมา

ถามว่าปี 2566 เศรษฐกิจไทยจะดีหรือไม่ดี อยู่ที่การฟอร์มรัฐบาลใหม่ด้วย แต่ปี 2566 มีแรงหนุนจากท่องเที่ยว จึงคาดการณ์เศรษฐกิจจะขยายตัว 3.3% บนสถานการณ์ที่น่ากังวล เพราะฟื้นตัวช้าและกระจุกตัวเฉพาะท่องเที่ยว ร้านอาหาร แต่การผลิตยังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

ด้านความกังวลจากนโยบายรัฐบาลใหม่ต่อเศรษฐกิจนั้น ถ้ามองนโยบายพรรคก้าวไกล มีเรื่องลดขนาดกองทัพ การทลายทุนผูกขาด และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แต่ยังไม่รู้จะทำได้หรือไม่ รวมถึงการเทิร์นเศรษฐกิจเป็นรัฐสวัสดิการ เก็บภาษีคนรวยไปช่วยคนจน เป็นการกระจายรายได้ใหม่ ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจไม่กระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่การใช้งบประมาณมาดำเนินการ 6.5 แสนล้านบาท อาจทำให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น

แม้พรรคระบุใช้งบดำเนินการจากภาษีที่เก็บเพิ่มขึ้น เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ยังไม่รู้จะขึ้นภาษีได้หรือไม่ ขณะที่นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท จะทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศลดลง เพราะกระทบต่อต้นทุน ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติเริ่มสอบถามมาบ้างแล้ว

⦁ยอดบ้านหรูฝืด‘อสังหาฯ’เบรกลงทุน
สอดคล้อง วงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจปี 2566 ยังเหนื่อย เพราะอยู่บนความไม่แน่นอนสูง กว่ารัฐบาลใหม่จะนิ่งก็ปลายไตรมาส 3/2566 เริ่มทำงานไตรมาส 4/2566 ทำให้เหลือเวลาทำงานน้อย ดีสุดคือดัชนีความเชื่อมั่นดีขึ้น ทำให้คนออกมาจับจ่ายใช้สอย รวมถึงการซื้อบ้านด้วย เมื่อต้นปีนี้มีลูกค้าระดับบน มีกำลังซื้ออยู่แล้วสำหรับบ้านหลังละ 30-40 ล้านบาท ตอนนี้ชะลอการซื้อ รอดูการเลือกตั้งและนโยบายรัฐบาลใหม่ว่าจะมีผลต่อธุรกิจหรือไม่ ขณะที่ต่างชาติได้ชะลอซื้อด้วย ทำให้บริษัทชะลอการพัฒนาโครงการบ้านหรู

สิ่งที่ต้องติดตาม คือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหลังมีรัฐบาลใหม่ เพราะเป็นรัฐบาลคนละขั้วกับรัฐบาลชุดเก่า จึงมีนโยบายหลายอย่างที่กลับด้าน ทำให้เปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคม ยังไม่มีใครรู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร แต่นโยบายจะมีผลต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง คือ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำรายวันทันที 450 บาท ทำให้ต้นทุนก่อสร้างเพิ่มและส่งผ่านไปยังราคาบ้านแน่นอน ยังไม่รวมนโยบายอื่นที่เอกชนต้องตั้งรับ เช่น อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเป็น 23%

⦁ห่วงเอฟเฟ็กต์ค่าแรง450-600บาท
ไม่ต่างจาก วสันต์ เคียงศิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ประเมินว่าภาพรวมเศรษฐกิจปี 2566 ยังทรงตัวถึงไตรมาส 3 ส่วนไตรมาส 4 บรรยากาศจะคึกคักขึ้น เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการมีหรือไม่มีรัฐบาลใหม่ แต่เชื่อว่าไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ต้องใช้โอกาสช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี เร่งแสดงฝีมือสร้างผลงานแน่นอน เพราะทุกคนคาดหวังมาก และภาคธุรกิจอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเช่นกันดังนั้น บรรยากาศไตรมาส 4/2566 จึงน่าจะดีกว่า 3 ไตรมาสก่อนหน้า คนกลับมาใช้จ่ายมากขึ้น แต่อาจไม่หวือหวามากนัก เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมันต้องใช้เวลาและขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลใหม่ด้วย หวังว่าเศรษฐกิจปี 2566 แม้ไม่ดีขึ้น แต่คงไม่เลวร้ายลง ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วย เช่น เศรษฐกิจโลก การท่องเที่ยวจะเข้าเป้าหรือไม่ ขอให้พรรคการเมืองจับมือกันแล้วไปต่อสู้กับโจทย์ท้าทายนี้ดีกว่า

ยอมรับว่านโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 450-600 บาทของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย จะส่งผลต่อต้นทุนก่อสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งเข้าใจว่าต้องการเพิ่มรายได้ให้ภาคแรงงาน หากทยอยปรับขึ้นจะเป็นการดี เพราะกระทบหลายด้าน ต้องมองให้รอบคอบ มีทั้งผลดีและผลเสีย ทั้งนี้ จากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลทำให้เอกชนเริ่มมีการชะลอการลงทุนรอดูนโยบายรัฐบาลใหม่ ซึ่งการขึ้นค่าแรงก็เป็นส่วนหนึ่ง ธุรกิจไหนที่รอได้จะรอดูความชัดเจน รวมถึงผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มีชะลอเปิดตัวโครงการใหม่ เพื่อรอดูกำลังซื้อในตลาด

⦁‘ภูเก็ต’ไม่สะเทือนได้ท่องเที่ยวอุ้ม
ด้าน พัทธนันท์ พิสุทธิ์วิมล นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ต มองต่างว่าหากตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้ไตรมาส 3/2566 กระทบต่อเศรษฐกิจภูเก็ตน้อย เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวและเศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนโดยเอกชนอยู่แล้ว ขณะที่ไตรมาส 4 เป็นไฮซีซั่นท่องเที่ยวภูเก็ต จึงลดผลกระทบจากความล่าช้าตั้งรัฐบาลใหม่ได้ระดับหนึ่ง

สิ่งที่ต้องลุ้น คือ นโยบาย 100 วันทำทันทีของรัฐบาลก้าวไกล โดยเฉพาะค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท จะมีผลต่อธุรกิจเอสเอ็มอี ทั้งนี้ หากประเมินเศรษฐกิจภาพรวมทั้งปี 2566 แล้ว ยังทรงตัว เพราะช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2566 การผลักดันนโยบายของรัฐบาลใหม่ คงส่งผลไม่เร็วมาก จะเห็นผลชัดน่าจะเป็นไตรมาสแรก 2567 แต่จะได้ในเรื่องของความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น

ยังคงต้องจับตา 7 เดือนข้างหน้านี้ ความอึมครึมที่ก่อตัวขึ้นไม่ว่า “เศรษฐกิจ-การเมือง” จะคลี่คลายหรือยิ่งดำทะมึนมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางสายลมที่เปลี่ยนทิศ