กทพ. คาดใช้วงเงินลงทุน 3 หมื่นล้าน หลังเคาะแนวเส้นทางพัฒนาทางด่วนชั้นที่ 2 ซ้อนทับทางพิเศษศรีรัช หวังแก้ปัญหารถติด

กทพ. คาดใช้วงเงินลงทุน 3 หมื่นล้าน หลังเคาะแนวเส้นทางพัฒนาทางด่วนชั้นที่ 2 ซ้อนทับทางพิเศษศรีรัช หวังแก้ปัญหารถติด เล็งเสนอ ครม.ใหม่ ภายในปี’66

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน กรุงเทพฯ นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 โครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 (งามวงศ์วาน-พระราม 9) ภายใต้งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการแก้ไขปัญหาการจราจรบนโครงข่ายทางพิเศษ ระยะที่ 1 ว่า ปัจจุบัน กทพ. อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสมและเป็นไปได้ของโครงการก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรบนทางพิเศษศรีรัช ช่วงงามวงศ์วาน-พญาไท-พระราม 9 ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2563 ที่มอบหมายให้ กทพ.ศึกษาโครงการดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรบนทางพิเศษศรีรัช โดยทางด่วนสายนี้จะเป็นทางด่วนทับซ้อนแนวเส้นทางเดิม และไม่ต้องเวนคืนที่ดินเพิ่มเติม

ทั้งนี้ กทพ.ประเมินว่าจะต้องจัดใช้งบประมาณดำเนินโครงการมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากผลการศึกษาเดิมเล็กน้อย เนื่องจากต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างที่ปรับเปลี่ยนไป แต่จากผลการศึกษาความเหมาะสมของการพัฒนาโครงการพบว่ายังมีความจำเป็นในการพัฒนาโครงการนี้ เนื่องจากปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนักเข้าขั้นวิกฤตทั้งในและนอกช่วงเวลาเร่งด่วน

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ทางด่วนชั้นที่ 2 เป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ ครม.มอบหมายให้ศึกษา เชื่อมต่อมาจากการเจรจาสัญญาสัมปทานทางด่วนเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างการทางฯ กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม ในช่วงปี 2563 ซึ่งในขณะนั้น ทางบีอีเอ็มเสนอที่จะทำโครงการนี้ให้ฟรี แลกหนี้กับขยายสัมปทาน 30 ปี แต่ข้อเสนอมากระชั้นชิด ครม.จึงมอบหมายให้ กทพ.มาศึกษาภายใน 2 ปี และลดสัมปทานไว้ที่ 15 ปี ให้กลับมาศึกษาโครงการนี้ก่อน ว่าควรจะดำเนินการหรือไม่

นอกจากนี้ กทพ.คาดการณ์ว่าจะศึกษารายละเอียดโครงการแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2566 คาดว่าจะเสนอไปยัง ครม.ชุดใหม่พิจารณาอนุมัติภายในปี 2566 นี้ โดยจะดำเนินการควบคู่ไปกับขั้นตอนเสนอรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ คชก. คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2567 โดยหลังได้รับอีไอเอ จึงจะเริ่มขั้นตอนงานก่อสร้างราวปี 2568 แล้วเสร็จเปิดให้บริการในปี 2573

“กทพ.ยอมรับว่าการลงทุนโครงการทางด่วนสายนี้ ไม่คุ้มค่า เพราะการลงทุนสูง และไม่เชื่อว่าประชาชนจะย้ายบ้านมาอยู่ในแนวเส้นทางนี้เพิ่มขึ้นจากปัจจัยของการขยายทางด่วนเพิ่มเป็นชั้นที่ 2 แต่ กทพ.มีความจำเป็นต้องลงทุนโครงการนี้ เพราะไม่ได้มุ่งหวังเพียงรายได้เพิ่มขึ้น แต่ต้องการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด และเพื่อทำให้การให้บริการแก่ประชาชนผู้ใช้ทางได้รับความสะดวกสบายสูงสุด” นายสุรเชษฐ์กล่าว

รายงานข่าวจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ระบุว่า โครงการก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 หรือ Double Deck เป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่เคยทำมาเจรจาแลกกับยุติข้อพิพาทรวม 17 คดี มูลค่าข้อพิพาท 58,873 ล้านบาท ระหว่าง กทพ.กับ บีอีเอ็ม แต่ในการเจรจาขณะนั้นข้อเสนอมอบหมายให้บีอีเอ็ม ก่อสร้าง Double Deck ถูกตัดออกไปก่อน เนื่องจากโครงการนี้ค่อนข้างมีรายละเอียดซับซ้อน จำเป็นต้องศึกษาอย่างรอบคอบ ทำให้ ครม.มีมติให้ศึกษาความจำเป็นของการก่อสร้างโครงการนี้ให้แล้วเสร็จภายในปี 2565 เพื่อนำเสนอกลับไปพิจารณา

สำหรับรูปแบบการลงทุนนั้น ปัจจุบันไม่ได้มีข้อผูกมัดที่จะต้องเจรจาร่วมลงทุนกับบีอีเอ็มเท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่าโครงการมีการลงทุนวงเงินสูงกว่า 3 หมื่นล้านบาท หาก กทพ.จะเป็นผู้ลงทุนเอง จำเป็นต้องหางบประมาณ และอาจไม่คุ้มค่า ขณะเดียวกันหากให้เอกชนมาร่วมลงทุน และจัดเก็บค่าผ่านทาง ต้องพิจารณาด้วยว่ากรณีมีเอกชนรายอื่นเข้ามาดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งอาจจะกระทบกับการบริการ และซับซ้อนกับสัญญาสัมปทานของทางด่วนเดิมหรือไม่

อีกทั้งต้องยอมรับว่าแนวทางออกที่เหมาะสมและคุ้มค่าต่อการลงทุนมากที่สุด คือการเจรจาตรงกับบีอีเอ็ม ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานบริหารจัดการทางพิเศษศรีรัช ช่วงงามวงศ์วาน-พญาไท-พระราม 9 ในแนวเส้นทางที่ต้องถูกซ้อนทับอยู่แล้ว โดยหากเจรจาให้บีอีเอ็ม ก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 และเก็บค่าผ่านทาง ก็จะต้องมีการเจรจาขยายสัญญาสัมปทานเดิมให้เหมาะสม ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้จะดำเนินการหลังจากผลการศึกษาโครงการแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image