หน้าแรก เศรษฐกิจ “ธปท.”เผยไตรม...

“ธปท.”เผยไตรมาส 1/66 แบงก์กำไรหดตัวที่ 6 หมื่นล้าน หลังปล่อยกู้โตต่ำที่ 0.5%

22.05.23 | 17:17 น.

“ธปท.”เผยไตรมาส 1/66 แบงก์กำไรหดตัวที่ 6 หมื่นล้าน หลังปล่อยกู้โตต่ำที่ 0.5%

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงผลสรุปภาพรวม ณ ไตรมาส 1 ปี 2566 ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน (BIS ratio) อยู่ที่ 19.4% เงินสำรอง อยู่ที่ 173.4% และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง อยู่ที่ 193.7% ตามลำดับ โดยสามารถทำหน้าที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ด้านสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ในไตรมาส 1 ปี 2566 ขยายตัวที่ 0.51% แต่ชะลอลงจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน จากการชำระคืนหนี้ของภาครัฐ ธุรกิจขนาดใหญ่ และมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) รวมทั้งการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ โดยธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งระดมทุนผ่านตราสารหนี้ แม้สินเชื่อยังขยายตัวได้จากธุรกิจรายใหญ่ในภาคการเงินและพาณิชย์ รวมทั้งสินเชื่อรายย่อยพอร์ตที่อยู่อาศัย และสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นสำคัญ

ด้านคุณภาพสินเชื่อ ธนาคารพาณิชย์มีการบริหารจัดการคุณภาพหนี้และให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่องด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ ส่งผลให้ยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Non-Performing Loan: NPL หรือ stage 3) ณ ไตรมาส 1/2566 ลดลงมาอยู่ที่ 4.98 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ต่อสินเชื่อรวมที่ 2.68%

“หนี้เสียที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการบริหารจัดการ ส่วนสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ในระบบสถาบันการเงินและนอนแบงก์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. ปัจจุบันอยู่ที่ 6.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนเล็กน้อย เราเห็นแต่ไม่ถึงกับตกใจ และไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้จับตาดูตลอดและต้องเข้าไปช่วยเหลือให้ทันก่อนที่ลูกหนี้จะเป็นหนี้เสีย”นางสาวสุวรรณี กล่าว

Advertisement

ดังนั้น จึงมีมาตรการช่วยเหลือก่อนที่ลูกหนี้จะเป็นหนี้เสีย โดยสัดส่วนหนี้เสียค่อนข้างกระจายตัวในแต่ละสินเชื่อ ที่ผ่านมาได้มีการส่งทีมเข้าไปคุยกับสถาบันการเงินและลูกหนี้ รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนมาตรการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยต้องบอกว่าการมีหนี้เสียในธุรกรรมสินเชื่อเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ต้องทำคือการเข้าไปแก้ไขในภาวะที่ลูกหนี้เริ่มมีการเสื่อมค่าลง

นางสาวสุวรรณี กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2566 โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท ปรับดีขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นสุทธิกับต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินรับฝากและเงินสมทบกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF fee) กลับสู่ระดับปกติ อีกทั้งมีกำไร FVTPL จากตราสารอนุพันธ์เป็นสำคัญ แม้ค่าใช้จ่ายดำเนินงานและค่าใช้จ่ายสำรองจะเพิ่มขึ้น

แต่หากเทียบไตรมาส 4/2665 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6.2 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 4.0% จากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น รวมถึงไตรมาสก่อนมีรายได้พิเศษจากการขายและโอนพอร์ตสินเชื่อรายย่อย แม้ค่าใช้จ่ายสำรองและค่าใช้จ่ายดำเนินงานจะปรับลดลง

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มครัวเรือนเปราะบางที่รายได้ฟื้นตัวช้าและมีหนี้สูง และการฟื้นตัวของธุรกิจบางกลุ่ม โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ล่าสุดไตรมาส 4/2565 อยู่ที่ 86.9% ทรงตัวจากไตรมาสก่อขณะที่ภาคธุรกิจ สัดส่วนหนี้สินภาคธุรกิจต่อจีดีพีปรับลดลงต่อเนื่อง
 
ทั้งนี้ แม้ความสามารถในการทำกำไรของระบบธนาคารพาณิชย์ลดลง แต่ฐานะการเงินโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งยังต้องติดตามผลกระทบจากอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอลง และบางธุรกิจที่อ่อนไหวต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

“ขณะเดียวกัน ในช่วงที่ผ่านมาสถาบันการเงินยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถ ในการชำระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นยอดภาระหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือรวม 3.37 ล้านล้านบาท และจำนวนบัญชีที่ได้รับความช่วยเหลือ 5.26 ล้านบัญชี”นางสาวสุวรรณี กล่าว