หน้าแรก เศรษฐกิจ เอสเอ็มอี กะเ...

เอสเอ็มอี กะเทาะ 23 นโยบายที่ชอบ พอใจเลิกกม.ล้าหลัง ลั่นอยากได้ ‘ครม.ผลัด4×100’

23.05.23 | 15:07 น.

เอสเอ็มอีกะเทาะ 23 นโยบายที่ชอบ พอใจสุดๆ ถ้าเลิกกฎหมายล้าหลัง อยากได้ ‘ครม.วิ่งผลัด 4 คูณ 100’ ระดมความเห็นธุรกิจ ทำปกขาวยื่นนายกฯคนใหม่

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับมติชน ถึงนโยบาย 23 ข้อของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่ได้ลงนามเอ็มโอยูเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่าภาพรวมเห็นว่าทั้ง 23 นโยบายเป็นสิ่งที่ดี ตอบโจทย์และแก้ปัญหาในหลายมิติที่เป็นปัญหาประเทศและปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเห็นด้วยที่นำมาใช้ในการผลักดันเศรษฐกิจและประเทศ

อย่าง นโยบายข้อ 7 แก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยการสร้างระบบและวัฒนธรรมรัฐโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลรัฐในทุกหน่วยงาน ซึ่งปัจจุบันเรื่องนี้กลายเป็นมะเร็งและก่อให้เกิดต้นทุนธุรกิจเพิ่มโดยไม่จำเป็น และกระทบต่อการเติบโตของการลงทุนของประเทศ

อย่าง นโยบายข้อ 8 ร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยยึดหลักเพิ่มรายได้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเป็นธรรม ซึ่งเรื่องนี้เอสเอ็มอีเราเคยเสนอพรรคการเมืองเมื่อครั้งมาพบปะและได้เสนอหลายเรื่อง เช่น เร่งพิจารณาเห็นชอบใบอนุญาตต่างๆ ไม่เกิน 15-30 วัน หรือช่วยเหลืองบด้านต้นทุน ลดแจกคนละครึ่งมาเป็นให้งบเพื่อการพัฒนามากขึ้น ซึ่งเอสเอ็มอีรับได้ต่อการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่ต้องมาพร้อมกับทักษะที่เพิ่มขึ้นด้วย

นโยบายข้อ 9 เป็นเรื่องข้อที่เอสเอ็มอีชอบมาก คือยกเครื่องกฎหมายเกี่ยวกับการทำมาหากิน ให้ความช่วยเหลือสภาพคล่องทางการเงินและสร้างแต้มต่อให้กับเอสเอ็มอี มุ่งเน้นการเติบโตจีดีพีของเอสเอ็มอี และส่งเสริมแข่งขันกับตลาดโลก ซึ่งเรื่องนี้เอสเอ็มอีผลักดันมาตลอด ที่ผ่านมาจีดีพีเอสเอ็มอีสูงสุดก็ไม่เกิน 34-35% ของเศรษฐกิจประเทศ หรือมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านล้านบาท ทั้งที่จำนวนเอสเอ็มอีและแรงงานที่เกี่ยวข้องมากสุดก็อยากให้จีดีพีขยับให้ถึง 40-45% และถึง 50% แบบยั่งยืนในระยะยาว เห็นด้วยที่จะยกเลิกการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมอย่างกลุ่มแอลกอฮอล์ กลุ่มค้าส่งค้าปลีก” นายแสงชัยกล่าว

Advertisement

นายแสงชัยกล่าวอีกว่า เห็นด้วยกับ นโยบายข้อ 12 ปรับปรุงโครงสร้างการผลิตไฟฟ้า การคำนวณราคาและกำลังการผลิต เพื่อลดค่าครองชีพประชาชนและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งเรื่องนี้ทำได้จะเป็นการช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมาก ตรงกันข้ามรัฐส่งเสริมโซลาร์ชุมชนและโซลาร์เอสเอ็มอี จะเป็นการกระจายอำนาจให้เอกชนไปทั่วประเทศ ถึงเวลาปูพื้นค่าไฟพื้นฐานแบบยั่งยืน

นายแสงชัยกล่าวอีกว่า นโยบายข้อ 13 จัดทำงบประมาณแบบใหม่ เน้นใช้วิธีการจัดงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ นายจิมมี คาร์เตอร์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ เคยนำมาใช้ และที่ผ่านมาเราก็จะใช้ COST Based Budgeting เอาข้อมูลปีก่อนเป็นฐานตั้งปีถัดไปงบก็จะสูงขึ้น

“ผมอยากเสนอให้เป็นการผสม เป็นไฮบริด หรือผมขอใช้ว่า Hybrid Based โดยเอาโครงสร้างและแผนงานเก่าและของใหม่ที่ได้เสนอมาบูรณาการการทำงานและวัดผลได้ โดยทำคู่กับบล็อกเชนข้อมูลทุกด้าน ซึ่งใช้ฐานงบประมาณแบบผสมนี้

จะส่งผล 5 เรื่องคือ มีการบูรณาการนโยบาย หรือมาตรการ 2.มีการบูรณาการงบประมาณ 3.ลดปัญหากำลังคนในภาคราชการและหน่วยงาน เพราะแม้ต่างหน่วยงานทำเรื่องเดียวกัน ก็ใช้คนลดลง และได้ประโยชน์ร่วมกันกับผลงานที่เกิดขึ้นบนแผนงาน หรือนโยบายเดียวกัน 4.มีการบูรณาการวิธีการ ที่มีการร่วมกลุ่ม หรือตั้งเป็นคณะทำงานในการทำงานและติดตามได้โดยตรง งานก็จะบรรลุได้เร็ว ประหยัดงบและเวลาทำโครงการ 5.ผลลัพธ์และผลงานที่เกิดจากโครงการเดียวกันก็จะได้รับเป็นกลุ่ม จากเดิมแข่งเรื่องเดียวกัน ทำงานซ้ำซ้อนกัน งบต่างจ่าย ล้วนเป็นต้นทุนงบประมาณทั้งสิ้น เบื้องต้นประเมินได้ว่าหากใช้งบฐานแบบไฮบริดจะลดงบ ลดคน และได้งานเร็วขึ้นทันที 10-20%” นายแสงชัยกล่าว

นายแสงชัยกล่าวอีกว่า นโยบายข้อ 17 ส่งเสริมเกษตรและปศุศัตว์ ให้เข้มแข็งและลดต้นทุน เป็นอีกเรื่องสำคัญต่อการกระจายรายได้ท้องถิ่นในปัจจุบัน นโยบายข้อ 22 สร้างความร่วมมือและกลไกภายในและระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพิษ การลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์โดยเร็วที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ รัฐบาลใหม่ต้องเร่งสร้างการรับรู้และวางแผนส่งเสริมในระยะยาว

“ทีมทำงานรัฐบาลใหม่ อยากเห็นการวิ่งผลัด 4 คูณ 100 ที่มีการส่งไม้ ตั้งแต่ไม้แรกคือ ‘คิดได้’ ไม้สอง ‘ทำได้’ ไม้สาม ‘มีคุณภาพ มาตรการและนวัตกรรม’ ไม้สี่ ‘ขายได้’ ดังนั้น ทีมทำงานต้อง 4 คูณ 100 ด้วย เป็นทีมทำงานร่วมมือและเป็นหนึ่งเดียวที่จะให้บรรลุเป้าหมาย

โดยมีบล็อกเชนเป็นเครื่องมือวัดผล เอสเอ็มอีอยากเห็นการตั้งรัฐบาลใหม่ที่ไม่มีเหตุวุ่นวาย และเริ่มทำงานได้ทันที ตอนนี้เศรษฐกิจกำลังรอการเข้าบริหารงานของรัฐบาลใหม่ ต่างชาติมองข้ามไปเรื่องนโยบายรัฐบาลใหม่ว่าจะประกาศของใหม่ หรือสานต่อของเดิมอย่างไรบ้าง เพื่อเขาจะได้วางแผนและลงทุน ส่วนเพดานหนี้สาธารณะไม่แค่สหรัฐที่ต้องติดตาม มองว่าจะมีผลทางจิตวิทยามากกว่าต่อค่าเงินและตลาดหุ้นที่มีความอ่อนไหวกับทุกเรื่อง เพดานหนี้ของไทยเองที่ ครม.ให้กรอบไว้ 70% และยังเหลือ 9% ที่จะกู้ได้ หากจะกู้ก็ควรคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ประเทศจะได้รับ” นายแสงชัยกล่าว

นายแสงชัยกล่าวว่า สมาพันธ์กำลังเก็บข้อมูลเครือข่ายเอสเอ็มอีทั่วประเทศถึงปัญหาและข้อเสนอเพิ่มเติมต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การเสนอแก้ เลิก ชะลอ หรือปรับปรุง กฎหมายต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคปัญหาต่อเอสเอ็มอี และจัดทำเป็นเอกสารข้อเสนอเตรียมการพบปะรัฐบาลใหม่ และการเข้าประชุมหารือกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจหลังได้รัฐบาลใหม่แล้ว