หน้าแรก เศรษฐกิจ ยักษ์ค้าปลีก-...

ยักษ์ค้าปลีก-อาหาร หวังตั้งรัฐบาลสำเร็จ เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ทำงาน แนะขึ้นค่าแรงรายจังหวัด

25.05.23 | 09:49 น.

ยักษ์ค้าปลีก-อาหาร หวังตั้งรัฐบาลสำเร็จ เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ทำงาน แนะขึ้นค่าแรงรายจังหวัด

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า สิ่งที่ภาคเอกชนอยากจะเห็นในขณะนี้คือให้เร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนไทยและต่างชาติ ขณะเดียวกันต้องเปิดโอกาสและเปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่ได้ทำงาน รวมถึงคัดเลือกผู้ที่จะมาร่วมทีมเศษฐกิจที่สามารถทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจ

“ตอนนี้ขอให้รัฐบาลใหม่จัดตั้งได้ และผลักดันให้งบประมาณใหม่ของปี 2567 ให้มีการบังคับใช้โดยเร็ว แม้จะไม่ทันในเดือนตุลาคมนี้ แต่อย่าให้ช้าไปมาก ส่วนการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ยังไม่ขอลงในรายละเอียด” นายณัฐกิตติ์กล่าว

นายณัฐกิตติ์กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์กำลังซื้อในไตรมาส 2 ของปีนี้ น่าจะดีขึ้น ดูจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจำนวนมาก ทำให้ทราฟิกการเข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เท่ากับปี 2562 ก่อนมีโควิดก็ตาม

นายธันยเชษฐ์ เอกเวชวิท ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติการ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า อยากให้เร่งรัดจัดตั้งรัฐบาลใหม่และมีความเสถียรภาพโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ถ้ายื้อออกไปคงจะไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ

Advertisement

นายธันยเชษฐ์ กล่าวว่า ส่วนนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทันที 450 บาทนั้น มีผลกระทบต่อธุรกิจแน่นอน โดยส่วนตัวไม่ได้ค้านการขึ้นค่าแรง แต่อยากให้มีการปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะถ้าปรับแบบกระชากแรงเกินไป อาจจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมได้ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ยังมีปัจจัยท้าทาย จากสภาวะตลาดทั่วโลกและการส่งออกที่ยังไม่ค่อยดี ถ้าหากปรับค่าแรงกระชากแรงจะมีผลต่อภาคการผลิตได้

อีกทั้งอยากให้พิจารณาการขึ้นค่าแรงเป็นรายจังหวัด เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำและค่าครองชีพแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน ขณะเดียวกันในทางคุ่ขนานทางรัฐบาลเองก็ต้องเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานด้วย เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว อย่างภาคการผลิตและภาคการส่งออก ยังต้องแข่งกับประเทศเวียดนาม ถ้าค่าแรงสูง แต่ประสิทธิภาพการผลิตยังน้อยกว่าประเทศอื่น จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนต้องพิจารณาและส่งผลต่อขีดความสามารถของประเทศได้

‘ปี2566 ยังมองภาพรวมเศรษฐกิจเป็นในเชิงบวก แต่มีความเสี่ยง ยังมีปัจจัยต้องจับตาที่จะกระทบกับกำลังซื้อ การจับจ่ายของประชาชน รวมถึงการส่งออกที่ไตรมาสแรกติดลบ การเมืองที่ยังไม่นิ่ง รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา การลงทุนของภาคเอกชน และรัฐบาล ล้วนเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่คงต้องมองต่อไป ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวถือว่ายังเติบโตต่อไปได้ดี”นายธันยเชษฐ์กล่าว