ส่องอาการหุ้นไทย แกว่งรอโฉมรบ.ใหม่
ภ าคตลาดเงินตลาดทุนของประเทศ ไทย ถือว่าไม่ได้ด้อยกว่าหลายประเทศทั่วโลกแน่นอน โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย ที่มีความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันโฟลว์) ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่แตกต่างจากการลงทุนของกลุ่มนักลงทุนในประเทศ
นับแต่วันที่ 1 มกราคม-25 พฤษภาคม 2566 นักลงทุนในประเทศ ซื้อสุทธิอยู่ที่ 63,016.34 ล้านบาท ส่วนสถาบันในประเทศ ซื้ออยู่ที่ 31,305.94 ล้านบาท ถือเป็น 2 กลุ่มหลักที่มีแรงซื้อพยุงตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง
นับเฉพาะเดือนพฤษภาคม ที่มีอีเวนต์ใหญ่อย่างการเลือกตั้งครั้งใหม่ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยพรรคที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลก่อน คือ พรรคก้าวไกล ซึ่งถือว่าสร้างความประหลาดใจ (เซอร์ไพรส์) และอยู่เหนือความคาดหมายของตลาดมาก ดัชนีจึงตอบรับด้วยการวิ่งลงแบบระเนระนาด โดยปรับลดลงหลุดระดับ 1,500 จุด เทียบกับช่วงก่อนการเลือกตั้งที่ปรับขึ้นไปวิ่งในบริเวณ 1,570 จุด แม้ดัชนีสามารถฟื้นตัวขึ้นวิ่งในแดนบวกได้บ้าง แต่ภาพการซื้อขายรายวันก็เป็นภาพของความผันผวน ซึมตัว และติดลบเป็นหลัก
ความกังวลหลักๆ คงอยู่ในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากนับตั้งแต่วันที่ 1-25 พฤษภาคม 2566 เดือนของการเลือกตั้งนั้น เห็นการขายสุทธิของต่างชาติ สะสมแล้ว
กว่า 24,382.72 ล้านบาท ซึ่งหากนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน พบว่า ต่างชาติเทขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ขายสุทธิสะสมกว่า 89,144.24 ล้านบาท โดยประเมินแนวโน้มในมุมของนักวิเคราะห์ ก็คาดการณ์ว่าเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) น่าจะยังไม่กลับเข้ามาในหุ้นไทยง่ายๆ ด้วย เพราะความไม่แน่นอนในประเด็นการเมืองไทยที่ยังมีอยู่
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ ภาพการตอบรับของตลาดทุนไทย เปลี่ยนแปลงและแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาสูงมาก เพราะไม่มีช่วงของการวิ่งขึ้นของดัชนีแม้แต่น้อย หากเทียบสถิติการเลือกตั้งในช่วงที่ผ่านมา
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า จากการประเมินสถิติของตลาดหุ้นไทย หลังการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา พบว่า ใน 1 สัปดาห์ถัดจากนั้น ตลาดหุ้นจะบวก 3.2% ซึ่งการเลือกตั้งในช่วง 10 ครั้งที่ผ่านมา หุ้นปรับขึ้นกว่า 8 ครั้ง มีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นที่หุ้นให้ผลตอบแทนลดลง โดยเฉพาะหากการเลือกตั้งมีผลออกมาแบบแลนด์สไลด์ ในช่วง 1 สัปดาห์ต่อจากนั้น ดัชนีจะขึ้นได้ดีกว่า ให้ผลตอบแทนถึง 4.7% รวมถึงระยะเวลาการปรับขึ้นของดัชนีจะมีต่อไปอีก 2 สัปดาห์ ก่อนจะสิ้นสุดใน 1 เดือนหลังเลือกตั้ง รวมผลตอบแทนทั้งหมดมีถึง 8%
แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ภาพที่ออกมาพบว่าตลาดหุ้นไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 1 สัปดาห์แรกหลังการเลือกตั้งเสร็จ ที่เห็นดัชนีทิ้งดิ่งแบบรัวๆ ซึ่งนับการซื้อขายหุ้นที่เข้าสู่ช่วง 2 สัปดาห์หลังการเลือกตั้งแล้วนั้นพบว่ามีเพียง 1 วันที่ดัชนีปิดในแดนบวกแบบดีดตัวขึ้น นอกจากนั้น เป็นภาพของการเคลื่อนไหวแดนบวกและลบสลับกัน โดยดัชนีสะท้อนภาวะตลาดที่ยังเลือกทางไปไม่ได้ว่าจะลบหรือบวกอย่างชัดเจน
ขณะที่ กวี ชูกิจเกษม Head of Research and Content บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เสริมว่า หากเทียบกับปี 2565 จนถึงปัจจุบัน ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยไม่แพ้ใครแน่นอน ถือว่ายังใช้ได้ แต่ปีนี้ตลาดหุ้นไทยเพอร์ฟอร์มสู้คนอื่นไม่ได้ เป็นเพราะหุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อภาพรวมตลาด อาทิ เดลต้า จากก่อนหน้านี้ที่มีราคาแตะ 1,000 บาท ลดลงมาเหลือ 700 ก่อนจะแตกพาร์เหลือเพียง 70 บาท ทำให้น้ำหนักในตลาดหุ้นเปลี่ยนแปลงไป บวกกับที่ผ่านมาหลังการเลือกตั้ง เห็นการปรับลดลงของหุ้นขนาดใหญ่ที่กดดันตลาดในภาพรวมด้วย
การเปลี่ยนแปลงของขั้วการเมืองหลังเลือกตั้งครั้งใหม่ ประเมินว่านักลงทุนไม่ได้กลัวว่าฝ่ายใดจะมาเป็นรัฐบาลใหม่ แต่สิ่งที่กังวลคือ พรรคที่เข้ามาอยู่เหนือความคาดหมายมาก ไม่ได้มีการวิเคราะห์หรือประเมินนโยบายของพรรคการเมืองที่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแบบจริงจัง ซึ่งมีหลายเรื่องที่เป็นความกังวลของนักลงทุน รวมถึงนักลงทุนต่างชาติก็กลัวนโยบายบางอย่าง อาทิ การแก้ทุนผูกขาดในประเทศไทย จึงเกิดภาพการผันผวนของดัชนีตอบรับความกังวลดังกล่าว
หากเดือนสิงหาคมนี้ ตามไทม์ไลน์จะได้รัฐบาลใหม่ กว่าจะเปิดสภาและแถลงการณ์ต่างๆ ได้ ต้องใช้เวลาพอสมควร ประเมินว่าหากนักลงทุนเห็นความแน่นอนมากขึ้น สามารถประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยได้ เชื่อว่าในตอนนั้นตลาดหุ้นจะเริ่มนิ่งขึ้น ดัชนีจะเคลื่อนไหวตามสถานการณ์ของเศรษฐกิจเป็นหลัก เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามากระแทกในรายวัน มีผลต่อการขึ้นและลงของตลาดหุ้นในแต่ละวันเป็นเรื่องปกติ แต่สุดท้ายตลาดหุ้นจะปรับขึ้นตามขนาดกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หรือตามการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ดี
ดังนั้น ไม่ว่านโยบายอะไรที่ออกมาจากรัฐบาล หากทำให้เศรษฐกิจไทยโตดีได้อย่างที่ผู้วางนโยบายตั้งเป้าไว้ บจ.จะมีกำไรดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น ตลาดหุ้นไทยก็จะดีขึ้นเอง
แต่หากนโยบายที่ออกมาแล้วทำให้กำไรลดลง เศรษฐกิจแย่ลง ตลาดหุ้นก็จะปรับลดลงตามด้วย
เมื่อการเมืองนิ่งขึ้น จะมีการประเมินว่าสิ่งที่รัฐบาลใหม่ทำนโยบายออกมา ส่งผลให้เศรษฐกิจดีขึ้นหรือแย่ลง แต่ไม่ได้หมายความว่าตลาดหุ้นไทยจะตอบรับทางบวกได้ทางเดียว เพราะจากนั้นต้องดูเศรษฐกิจโลกต่อว่าจะดีขึ้นกว่านี้หรือไม่ เนื่องจากส่งผลต่อภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว ที่อาจสั่งซื้อสินค้าและเข้ามาเที่ยวในไทยมากขึ้น รวมถึงมีการลงทุนทั้งในด้านตลาดหุ้นไทยและตลาดตราสารหนี้มากขึ้น ทำให้ตลาดทุนไทยปรับดีขึ้นตามได้อีกทาง
“ช่วงเวลานี้ยังคงโฟกัสที่ความผันผวนของดัชนีจากนโยบายของรัฐบาลใหม่ แต่เชื่อว่าอีก 2 เดือนคงจบลง จากนี้ต้องตามเรื่องเศรษฐกิจที่แท้จริง ทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป ในระยะถัดไปแม้การเมืองนิ่งขึ้นแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตลาดหุ้นไทยจะไม่มีปัจจัยอื่นเข้ามากระทบเพิ่มเติม เพราะยังต้องติดตามเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐที่มีทั้งแย่ลงและดูดีขึ้น อาทิ การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อ ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมายังอยู่ในระดับสูงด้วย” กวีประเมิน
กวียังวิเคราะห์ต่อว่า ตราบใดที่เรายังไม่ได้รัฐบาลใหม่ ตลาดหุ้นไทยยังผันผวนแน่นอน เพราะไม่มีเหตุผลที่นักลงทุนจะกล้าใส่เงินเข้าไป ทั้งที่ยังไม่รู้อะไรชัดเจน ทั้งยังมีความไม่แน่นอนรออยู่ แม้กระทั่งว่ารัฐบาลจะสามารถจัดตั้งได้หรือไม่ นโยบายจะเป็นอย่างไร ทำให้หุ้นเคลื่อนไหวแบบไซด์เวย์หรือผันผวนแน่นอน แต่ไม่ได้ปรับลดลงมากนัก เพราะไทยยังมีภาคการท่องเที่ยวสนับสนุนได้ รวมถึงการบริโภคในประเทศ และสถานะของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีเงินสำรองมากมาย บวกกับบริษัทเอกชนไทยยังแข็งแกร่งอยู่ กำไรเติบโตได้ และจีดีพีไตรมาส 1/2566 ที่ออกมา ประเทศไทยแทบไม่มีโอกาสเข้าสู่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือถดถอยแน่นอน
“อย่างไรก็ตาม จะทำอะไรก็แล้วแต่ในอนาคต ขอเพียงอย่าเพิ่มภาระหนี้ให้กับประเทศมากจนเกินไป รวมถึงไม่อยากให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับนโยบายของพรรคก้าวไกลมากจนเกินไป เนื่องจากนโยบายที่วางไว้ ไม่ได้หมายถึงว่าจะเริ่มดำเนินการทันทีเมื่อได้เป็นรัฐบาล” กวีฝากทิ้งท้ายถึงรัฐบาลและนักลงทุน
เป็นส่วนหนึ่งของนักวิเคราะห์มือฉมังที่มองภาพความไม่แน่นอนยังรออยู่อีกมากมาย นักลงทุนคงต้องเตรียมตัวรอรับแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นอีกในช่วงต่อจากนี้ จนกว่าจะเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของรัฐบาลใหม่และนโยบายที่จะแถลงต่อสภา

