‘เจ๊จง’ จากข้าวแกงพร้อมหนี้ สู่หมูทอดเงินล้าน ลั่นขอเป็นแม่ค้าข้างถนน แม้มีคนดันขึ้นแท่นนักธุรกิจ
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน หรือ ‘มติชนอคาเดมี’ เครือมติชน โดย เส้นทางเศรษฐี, นิตยสารศิลปวัฒนธรรม และมติชนอคาเดมี จัดงาน ‘Upskill Thailand 2023 ถึงรส ถึงชาติ’ เพื่อเสริมทักษะ ต่อยอดความรู้ให้ประชาชนที่สนใจด้านธุรกิจอาหาร ประกอบด้วยงานเสวนา กิจกรรมเวิร์กช็อป และจำหน่ายอาหารจาก 20 ร้านชื่อดัง ระหว่าง 26-28 พฤษภาคม เวลา 10.00-18.00 น. (อ่าน Upskill Thailand 2023 ‘เล่าเรื่อง-เรียนรู้-รับรส’ ชวนฝึกทักษะอาหารรอบด้าน! 26-28 พ.ค. นี้ ที่มติชนอคาเดมี)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ซึ่งเป็นวันที่ 3 โดยเป็นวันสุดท้ายของการจัดงาน ยังคงมีผู้สนใจทยอยเดินทางมาร่วมงานอย่างต่อเนื่อง
บรรยากาศเมื่อเวลา 14.15 น. นายชวพจน์ ชูหิรัญ เจ้าของร้านเฮียนพ หมูปิ้ง และ นางจงใจ กิจแสวง เจ้าของร้าน หมูทอดเจ๊จง ขึ้นเวทีเผยถึงเส้นทางธุรกิจและขวากหนามต่างๆ กว่าจะถึงเส้นชัยแห่งความสำเร็จ
นางจงใจเผยถึงที่มาของการเป็นหมูทอดเจ๊จงว่า เดิมขายข้าวแกงบุฟเฟต์ แต่เป็นหนี้เยอะมาก ต่อมาวันหนึ่งด้วยความบังเอิญ ตนไปซื้อข้าวหมูทอดกล่องละ 10 บาท และบอกลูกว่าพรุ่งนี้จะขายข้าวหมูทอดต่อจากการขายข้าวแกงบุฟเฟต์ พอข้าวแกงหมดก็ขายข้าวหมูทอดต่อ ปรากฏว่าลูกค้าติดใจ เริ่มกดดันว่าอยากกินหมูทอดแล้ว จึงตัดสินใจเลิกขายข้าวแกงมาขายหมูทอดอย่างเดียว จนเริ่มมีเงินเหลือเคลียร์กับเจ้าหนี้ได้
“หมูทอดเจ๊ไม่ได้อร่อยที่สุด แต่อยู่ที่วิธีการขายของเจ๊ เจ๊จบมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 ทุกวันนี้ยังไม่คิดว่าประสบความสำเร็จ สาขาทั้งหมด 15 สาขา เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เราอาจจะโชคดีตรงที่ลูกๆ ก็มาสานต่อ เพราะเขามองว่าเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ ดูแลครอบครัวได้ “ นางจงใจเผย
นางจงใจกล่าวต่อไปว่า ช่วงโควิดเงินหนึ่งล้านยังไม่มีเลย ตอนนั้นบ้านที่ผ่อนอยู่เหลือ 2 หมื่นกว่าบาท เอาบ้านเข้าจำนองเพื่อมีเงินสดอยู่ในมือ ตอนนั้นทำโรงงานข้าวกล่องด้วย ค่าใช้จ่ายเดือนหนึ่ง 2 แสนบาท
“พอโควิดเข้าเราก็ถอยก่อนเลย เลิกเช่าโรงงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ สถานการณ์ไม่โอเค เลิกก่อนเป็นหนี้ ดีกว่าเป็นหนี้แล้วค่อยเลิก ทุกวันนี้ที่ทำอยู่คือทำส่งให้คนนำไปขาย ส่งคนที่เดือดร้อนต่อ เช่น คนขับแท็กซี่ แม่ค้าตลาดนัด บางคนขายเป็นร้อยๆ กล่องก็มี ซึ่งเขาสามารถขายได้ สนุกดี ชอบขายแบบบ้านๆ
คนไม่มีทุน แต่อยากนำไปขาย ไม่เป็นไร ขายเสร็จก็จบ บางทีก็ต้องให้โอกาสเขา อย่าเพิ่งไปปิดโอกาส และเราต้องซื่อสัตย์กับเขาด้วย
ด้วยความที่เราเรียนมาน้อย ขายตามที่อยากขาย จากที่ไม่มีจะกิน ตอนนี้เริ่มมีกินมีใช้ พอราคาหมูเพิ่มขึ้นมันเกิดการขาดทุน ก็มีคนเก่งๆ ยื่นมือเข้ามาช่วยดูต้นทุน เพราะเราขายอย่างเดียว สุดท้ายก็ได้ข้อสรุป มีการปรับราคา เช่น ข้าวหมูใส่ถุง ถุงละ 27 บาท ข้าวกล่อง กล่องละ 39 บาท จริงๆ ต้องแพงกว่านี้ แต่ขอปรับลงมาเพื่อลูกค้าและอยู่ในเกณฑ์ที่เราโอเค ไม่ใช่ว่าขายแล้วไม่มีกำไรเลย มันน่าจะมีมากกว่านี้ถ้าเราขายเท่าที่คนอื่นขาย แต่เราจะไม่มีจนถึงทุกวันนี้
เราโชคดีในมุมที่มีคนเก่งๆ ที่อยากช่วย เราก็เชื่อว่าของเราไปได้ อย่างลูกเราก็ไม่อยากเป็นนักธุรกิจ อยากเป็นแม่ค้าธรรมดาๆ ปากต่อปากสำคัญ แต่ก่อนไม่มีโซเชียล จะทำอะไรก็แล้วแต่ ขอให้ดีจริง ถูก และมีน้ำใจ
มีคนอยากปั้นเราให้เป็นนักธุรกิจ แต่เราขอเป็นแม่ค้าข้างถนนคนหนึ่งก็พอ” นางจงใจกล่าว

