หน้าแรก เศรษฐกิจ สัญญาณจากสหรั...

สัญญาณจากสหรัฐ ปรับเพดานหนี้ ป่วน ศก.ไทย?

30.05.23 | 06:27 น.

สัญญาณจากสหรัฐ ปรับเพดานหนี้ ป่วน ศก.ไทย?

เรียกว่าจวนเจียนเข้าใกล้มาทุกทีกับปัญหาการขยายเพดานหนี้สหรัฐ ที่ประสบปัญหาตัวเลขหนี้สาธารณะชนเพดานที่ 31.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,090 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลที่นำโดยนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ก่อหนี้เต็มเพดานไปตั้งแต่ช่วงวันที่ 19 มกราคม

ที่ผ่านมาสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐ ผ่านพ้นมาได้จนถึงปัจจุบัน เพราะกระทรวงการคลังใช้มาตรการพิเศษเข้าพยุงให้สามารถประคองหน่วยงานรัฐบาลดำเนินการต่อเนื่องได้ ซึ่งมาตรการพิเศษที่นำเงินสดสำรองมาใช้กลับใกล้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 มิถุนายนนี้

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ หรือดีฟอลท์ สหรัฐจำเป็นต้องเพิ่มเพดานหนี้ให้สามารถนำมาใช้ได้ทันเวลา สะท้อนเสียงเตือนจาก เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า หากไม่สามารถขยายเพดานหนี้ได้จะนำไปสู่หายนะทางเศรษฐกิจและการเงิน และลามไปเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลก

สำหรับการเจรจาขยายเพดานหนี้สหรัฐนั้น รัฐบาลปัจจุบันนำโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ต้องเจรจาต่อรองกับสภาผู้แทนราษฎร พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ในขณะนี้ โดยรัฐสภาจะเป็นผู้พิจารณาและมีอำนาจเป็นผู้ให้ความเห็นชอบว่าจะอนุมัติหรือไม่ หรือมีข้อกำหนดหรือเงื่อนไขต่างๆ ให้รัฐบาลทำตาม เพื่อแลกกับการขยายเพดานหนี้สหรัฐ ซึ่งการเจรจามีความคิดเห็นไม่ลงรอยกัน

Advertisement

เนื่องจากสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภา คองเกรสเรียกร้องให้มีการลดงบประมาณของรัฐบาลลงเพื่อแลกกับการขยายเพดานหนี้ ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต้องการให้มีการขยายเพดานหนี้โดยไม่ต้องลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล และเสนอแนวทางปรับเพิ่มรายได้การจัดเก็บภาษีจากบุคคลที่ร่ำรวยและบริษัทเอกชน ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้การเจรจาขยายเพดานหนี้ยืดเยื้อจนถึงปัจจุบัน

การเจรจาล่าสุด ข้อมูลจากสำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า การเจรจาระหว่างนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ และนายเควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ส่งผลให้สหรัฐรอดพ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ที่ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น หลังนางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสหรัฐ ออกมาขีดเส้นตายเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ว่าสหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้ในวันที่ 5 มิถุนายนนี้

นายเควิน แมคคาร์ธี และนายโจ ไบเดน มีการหารือทางโทรศัพท์นาน 90 นาที เพื่อหาข้อตกลงในการเพิ่มเพดานหนี้ ซึ่งนายเควิน แมคคาร์ธี กล่าวว่า หลังมีการเจรจานานหลายสัปดาห์ก็มีการบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นแล้ว โดยเขาเตรียมที่จะหารือกันอีกครั้งวันที่ 28 พฤษภาคม และคาดว่าจะร่างกฎหมายดังกล่าวเสร็จในวันเดียวกัน ก่อนที่สภาคองเกรสจะโหวตถึงการขยายเพดานหนี้สหรัฐในวันพุธที่ 31 พฤษภาคมนี้
ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่า การบรรลุข้อตกลงข่าวดีสำหรับชาวอเมริกัน เพราะมันป้องกันการผิดนัดชำระหนี้ที่ร้ายแรง และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและการว่างงานหลายล้านตำแหน่ง ซึ่งข้อตกลงแสดงถึงการประนีประนอม หมายความว่าไม่ใช่ทุกคนจะได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการและนั่นคือความรับผิดชอบในการปกครอง

โครงร่างของข้อตกลง รวมถึงการปรับเพิ่มเพดานหนี้เป็นเวลา 2 ปี ขณะที่จะมีการจำกัดการใช้จ่ายงบประมาณของปี 2567 และ 2568 เรียกคืนงบประมาณด้านโควิด-19 ที่ไม่ได้ใช้ คงระดับการใช้จ่ายงบที่ไม่ใช่ด้านการป้องกันที่จำเป็นไว้ที่ระดับเดียวกับปี 2566 เป็นเวลา 1 ปี และจะเพิ่มขึ้น 1% ในปี 2568 เร่งกระบวนการขออนุญาตของโครงการด้านพลังงานบางส่วน และข้อกำหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือด้านอาหารแก่ชาวอเมริกันที่ยากจน

อย่างไรก็ดี นายเควิน แมคคาร์ธี กล่าวเตือนว่า ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำในการให้สภาคองเกรสสนับสนุนร่างกฎหมายการเพิ่มเพดานหนี้ดังกล่าวตามกฎของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐแล้ว สมาชิกจะมีเวลา 72 ชั่วโมง ก่อนที่จะโหวตร่างกฎหมายเมื่อมีการเสนอขึ้น และหากผ่านสภาล่างของสหรัฐแล้ว ร่างกฎหมายจะต้องผ่านการโหวตของวุฒิสภาต่อไป

ทั้งนี้ การโหวตผ่านร่างกฎหมายการขยายเพดานหนี้อาจถูกคัดค้านจากสมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายขวาจัดของพรรครีพับลิกันจำนวน 35 คน ที่ยืนกรานว่าควรมีการลดค่าใช้จ่ายลงมากกว่านี้ ขณะที่สมาชิกของพรรคเดโมเครตฝ่ายซ้ายอาจคัดค้านข้อจำกัดการใช้จ่าย

เรื่องนี้ น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ให้ความเห็นว่าการเจรจาการขยายเพดานหนี้สหรัฐใกล้จบแล้ว แต่ว่าการเจรจาขั้นถัดไปต้องไปผ่านสภา อย่างไรก็ตาม การนำเรื่องมาถึงจุดนี้ได้ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะใกล้ถึงวันกำหนดชำระหนี้วันที่ 5 มิถุนายนนี้ เบื้องต้นประเมินว่าการเจรจาจะสิ้นสุดลงได้ และสามารถบรรลุข้อตกลงการขยายเพดานหนี้ออกไปได้แน่นอน
ขณะเดียวกัน หากการเจรจาขยายเพดานหนี้ที่ 31.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐไม่ได้ไปต่อ หรือเกิดการเบี้ยวชำระหนี้ของสหรัฐเกิดขึ้นจะเป็นปัญหาใหญ่มาก แม้ขณะนี้ยังไม่ถึงวันกำหนดชำระหนี้จริง ในส่วนของตลาดพันธบัตรระยะสั้นของสหรัฐเกิดความผันผวนมากแล้ว ขณะเดียวกัน เอสแอนด์พี บริษัทเครดิตเรตติ้งรายใหญ่ อาจต้องปรับลดเครดิตของสหรัฐ จาก AAA สู่ระดับ AA+ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้อันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลดลง

อีกทั้งสหรัฐจะไม่ใช่ประเทศที่ได้รับผล กระทบเพียงประเทศเดียว เพราะถ้าเศรษฐกิจสหรัฐมีปัญหาจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเร็วและลึกขึ้น ซึ่งตามปกติแล้วถ้าไม่มีเรื่องขยายเพดานหนี้ นักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐเสี่ยงถดถอยได้ช่วงปลายปีนี้ แต่เป็นลักษณะเล็กน้อยจากความเสี่ยงเรื่องการทำนโยบายการเงินที่ตึงตัวจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่รุนแรงเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

ขณะเดียวกัน การผิดนัดชำระหนี้เป็นผลกระทบกระจายเป็นวงกว้างและสามารถส่งถึงประเทศไทย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นรวดเร็วที่สุดคือความปั่นป่วนของตลาดเงิน ตลาดทุน เนื่องจากระบบการเงินโลกพึ่งพาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และเงินเหรียญสหรัฐเป็นหลัก หากความเชื่อมั่นลดลงนักลงทุนจะเทขายสินทรัพย์ และหาสินทรัพย์ทางเลือกอื่นที่น่าเชื่อถือมากกว่า โดยสินทรัพย์ไทยอาจจะถูกเทขายด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ในระยะยาวส่วนของตลาดค่าเงิน โดยเงินเหรียญสหรัฐจะถูกลดความสำคัญลง เพราะนักลงทุนไม่มั่นใจและลดความเชื่อถือ ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐกลับมาแข็งแกร่งได้ยาก อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวยังเกิดขึ้นได้ยาก เพราะเงินเหรียญสหรัฐเป็นสินทรัพย์ที่ใช้ระดับโลก หรือเรียกว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของระบบการเงินโลก เพราะทุกประเทศยังใช้เป็นสินทรัพย์แลกเปลี่ยนในการทำธุรกิจ

สำหรับประเทศไทยสามารถป้องกันความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แม้เงินเหรียญสหรัฐเป็นเงินสกุลหลัก แต่สำหรับการทำธุรกิจระหว่างประเทศอาจไม่ต้องใช้เงินเหรียญสหรัฐเป็นสกุลเงินแลกเปลี่ยน แต่สามารถใช้วิธีการแลกเปลี่ยนสกุลเงินระหว่างประเทศที่เจรจาทำธุรกิจโดยตรงร่วมกันได้ ซึ่งเรื่องนี้มีการพูดถึงมานานแล้ว

“อย่างไรก็ตาม การขยายเพดานหนี้สหรัฐเคยเกิดขึ้นมาแล้วและมีการเจรจาขยายเพดานหนี้สำเร็จ รวมถึงสหรัฐไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ แต่ประเด็นปัญหาการขยายเพดานหนี้กลับถูกยกมาเป็นเครื่องมือ หรือเกมทางการเมือง ที่มีผลต่อการมาถึงการเลือกตั้งสหรัฐในปี 2568 ที่พรรคต้องแย่งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี เพื่อชิงความเป็นหนึ่งอีกครั้ง” กาญจนากล่าวทิ้งท้าย