หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ศุภวุฒิ สายเ...

‘ศุภวุฒิ สายเชื้อ’ ชี้ปัญหาศก.ต้องเร่งแก้ ความท้าทายยังรออยู่เพียบ

30.05.23 | 05:17 น.

‘ศุภวุฒิ สายเชื้อ’ ชี้ปัญหาศก.ต้องเร่งแก้ ความท้าทายยังรออยู่เพียบ

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาคณะกรรมการเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมานั้น สะท้อนถึงความรู้สึกของคนไทย ที่รู้สึกว่าเศรษฐกิจขยายตัวช้า เป็นการรวยกระจุกจนกระจาย ทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลง พรรคก้าวไกลได้คะแนนอันดับหนึ่ง เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยสรุปนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล เพราะเป็นตัวชี้นำว่าเศรษฐกิจไทยจะไปทางใดต่อ มีหลัก 2 ข้อคือ 1.ทลายทุนผูกขาด และ 2.ทำรัฐสวัสดิการ ผ่านการจัดเก็บภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า มองในภาพของนักเศรษฐศาสตร์ นโยบายสวัสดิการก้าวหน้า ตั้งแต่เกิดจนตายนั้น ใช้งบประมาณ อยู่ที่ 6.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นวัยสูงอายุ ประมาณ 4.2 แสนล้านบาท ทุกช่วงอายุหรือเด็กประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะเห็นว่าผู้สูงวัยมีมากกว่าเด็กถึง 4 เท่า โดยงบประมาณที่ใช้จะเป็นการเก็บจากภาษีมาใช้ เน้นการเก็บภาษีจากผู้มีรายได้สูงหรือคนรวยเป็นหลัก

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า แต่ในปัจจุบันหากต้องการฟื้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง การเก็บภาษีจากกำไรนั้น มีผลต่อความต้องการอยากหรือไม่อยากในการลงทุนแน่นอนอยู่แล้ว โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) การเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้น รวมถึงเก็บภาษีความมั่งคั่ง ซึ่งส่วนนี้ไม่มากก็น้อยจะส่งผลกระทบกับผลตอบแทนในการลงทุน โดยปัจจุบันเป็นช่วงที่ต้นทุนปรับเพิ่มขึ้น อาทิ สหรัฐเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบเร็วและแรง เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งมีแนวโน้มจะปรับขึ้นต่อในครั้งถัดไปนี้ แต่เรากำลังเก็บภาษีกำไรเพิ่มขึ้น บวกกับหากมีการปรับขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำด้วย จะยิ่งเพิ่มต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นอีก คำถามที่เป็นห่วงคือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย มั่นใจว่าจะสามารถเดินต่อไปได้ในภาวะแบบนี้จริงหรือไม่

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า จากตัวเลขข้อมูลของธนาคารเกียรตินาคินภัทร สะท้อนถึงตัวเลขการหยุดปล่อยกู้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์แล้ว ซึ่งมองว่าเป็นภาวะที่เหนื่อย ในการที่แบงก์เริ่มระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ผู้ประกอบการเองก็ไม่ต้องการกู้เงินเพิ่ม หรือทั้งสองอย่างนี้ รวมถึงเห็นข่าวว่ามีหนี้ที่เป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ของรายย่อย อยู่ที่ 9 แสนล้านบาท และหนี้ลูกผีลูกคนที่จ่ายดอกเบี้ยได้แบบไม่คงเส้นคงวา อยู่ประมาณ 6 แสนล้านบาท รวมกันเป็น 1.5 ล้านล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่มีความน่ากลัว ซึ่งส่วนนี้สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานที่เป็นเหมือนลมพัดทำให้การฟื้นตัวทำได้ยาก

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า มองไปข้างหน้า ค่อนข้างเป็นห่วง เพราะหากสหรัฐเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอเศรษฐกิจของประเทศ แต่หากทำมากเกินไปและพลาด เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทันที นอกจากนี้ ยังมีความขัดแย้งระหว่างประเทศอีก อาทิ ยุโรป-ยูเครน หรือจีนที่มีความน่าเป็นห่วงในด้านตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่เริ่มฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คิด ซึ่งเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจเปิด มีรายได้จากภาคการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่คิดเป็นสัดส่วนรวมกันถึง 58% ของจีดีพี ทำให้หากความต้องการ (ดีมานด์) อ่อนแอ ประเทศไทยก็จะฟื้นตัวได้ยากเหมือนกัน

Advertisement

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในกลุ่มอาเซียน 5 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย สะท้อนถึงประเทศไทยไม่สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ดีเท่าประเทศคู่แข่ง จากที่เคยทำได้ดีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้เราต้องมีการยื้อแย่งเงินทุนเข้ามา แต่ก็ไม่ได้ง่ายมากนัก เพราะประเทศอื่นก็ต้องการเงินทุนเช่นกัน รวมถึงทรัพยากรพื้นฐานของประเทศนั้นๆ หลายกรณีดีกว่าเรา อาทิ เวียดนามตลาดใหญ่กว่า แรงงานมีมากกว่า เป็นต้น

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นความท้าทายของประเทศไทย ได้แก่ ด้านแรงงานของไทยในปี 2050 จะหายไป 11 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของแรงงานปัจจุบัน บางประเทศอย่างสิงคโปร์มีการนำเข้าแรงงานเป็นจำนวนมาก หรือบางประเทศก็ยังไม่ได้ทำ อาทิ ญี่ปุ่น ซึ่งไทยต้องเลือกด้วยว่าจะทำอย่างไไร ด้านการศึกษา ที่หากมีจำนวนน้อยก็ต้องให้มีผลิตภาพสูงขึ้น โดยนโยบายที่สำคัญที่สุดมองว่าเป็นการปฏิรูปการศึกษา อัพสกิลและรีสกิลต้องทำพร้อมกัน โดยผลคะแนนการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) เฉลี่ยทั้งสามด้าน (การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์) ของไทยในปี 2561 เป็นลำดับที่ 66 จาก 78 ประเทศ ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน หรือเด็กไทยอายุ 15 ปี 1 ใน 3 อ่านหนังสือออก พอเขียนได้ แต่ใช้งานไม่ได้

“ประเทศไทยมีโรงเรียนในภาคบังคับ 15,000 แห่ง มีครูประมาณ 5 คนต่อโรงเรียน แต่ต้องสอนทั้งหมด 6 ชั้นเรียน รวมถึงครูจะต้องทำงานด้านการคลังหรือการบริหารเพิ่ม ทำให้การเรียนการสอนทำได้อย่างไม่เต็มศักยภาพ และมีปัญหาในเรื่องหนี้ของครูที่เฉลี่ยอยู่ประมาณ 1.5 ล้านบาท เทียบกับหนี้ครัวเรือนเฉลี่ย 5 แสนล้านบาทเท่านั้น สะท้อนถึงครูมีหนี้เยอะมาก ทำให้ไม่แน่ใจว่าพอเป็นหนี้เยอะขนาดนี้แล้ว ครูจะมีสมาธิกับการสอนได้มากเท่าใด” นายศุภวุฒิ กล่าว

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในเรื่องความเหลื่อมล้ำในด้านธุรกิจ ซึ่งเห็นด้วยกับพรรคก้าวไกลในการจัดการกับทุนผูกขาด เพราะบริษัทใหญ่ 5% ทำรายได้ถึง 85% ของรายได้บริษัททั้งหมด ครองกำไร 60% ของภาคธุรกิจทั้งหมด อย่างไรก็ต้องจัดการ อันนี้เห็นด้วย แต่การจัดการและช่วยเอสเอ็มอีด้วยนั้น จะทำอย่างไร ซึ่งมองว่าอยากให้ส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยขึ้นไปเป็นสตาร์ตอัพในระดับยูนิคอร์น เปิดโอกาสและสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ต่อไปด้วย