หน้าแรก เศรษฐกิจ กรมพัฒน์ชี้จด...

กรมพัฒน์ชี้จดตั้งธุรกิจจำหน่าย จยย. 4 เดือน เพิ่ม 40% ไตรมาสแรกขายแตะ 5.6 แสนคัน

30.05.23 | 13:08 น.

กรมพัฒน์ชี้จดตั้งธุรกิจจำหน่าย จยย. 4 เดือน เพิ่ม 40% ไตรมาสแรกขายแตะ 5.6 แสนคัน สูงกว่าขายเก๋ง 4.5 เท่า

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมจัดทำบทวิเคราะห์ธุรกิจที่จดตั้งธุรกิจใหม่เดือนเมษายน 2566 พบว่า ธุรกิจจำหน่ายรถจักรยานยนต์ อะไหล่ และบริการที่เกี่ยวเนื่อง มีอัตราการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดย ปี 2563 จดจัดตั้ง 194 ราย ทุนจดทะเบียน 330.56 ล้านบาท ปี 2564 จัดตั้ง 183 ราย ลดลง 5.67% ทุน 237.35 ล้านบาท ลดลง 28.20% ปี 2565 จัดตั้ง 283 ราย เพิ่มขึ้น 54.64% ทุน 525.67 ล้านบาท เพิ่ม 121.48%

ปี 2566 ช่วง 4 เดือนแรก(มกราคม – เมษายน) จัดตั้ง 134 ราย เพิ่มขึ้น 39 ราย หรือ 41.06% เทียบ 4 เดือนแรกปีก่อน จัดตั้ง 95 ราย ทุน 193.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.94 ล้านบาท หรือ 50.69% โดย 4 เดือนแรกทุนสะสม 128.12 ล้านบาท

นายทศพล กล่าวว่า ผลประกอบการธุรกิจ (รายได้รวมธุรกิจ) ปี 2562 รายได้รวม 4.35 แสนล้านบาท กำไร 3.70 หมื่นล้านบาท ปี 2563 รายได้รวม 3.98 แสนล้านบาท ลดลง 3.69 หมื่นล้านบาท หรือ 8.46% กำไร 3.51 หมื่นล้านบาท ลดลง 1.80 พันล้านบาท หรือ 4.87% และ ปี 2564 รายได้รวม 3.73 แสนล้านบาท ลดลง 2.49 หมื่นล้านบาท หรือ 6.25 %กำไร 2.61 หมื่นล้านบาท ลดลง 9.02 พันล้านบาท หรือ 25.69%

แม้ว่าช่วง ปี 2562 – 2564 ธุรกิจมีแนวโน้มของรายได้รวมและผลกำไรที่ลดลง แต่หากพิจารณาถึงขนาดธุรกิจ (S M และ L) จะพบว่า ผลประกอบการส่วนใหญ่มีน้ำหนักอยู่ที่ธุรกิจขนาดใหญ่ (L) โดยสินทรัพย์ของธุรกิจขนาดใหญ่ (L) มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของสินทรัพย์ธุรกิจทุกขนาด ดังนั้น เมื่อธุรกิจขนาดใหญ่มีกำไรลดลง จึงส่งผลให้กำไรของธุรกิจในภาพรวมลดลงตามไปด้วย เช่น ปี 2564 เมื่อเทียบกับปี 2563 ธุรกิจในภาพรวมมีกำไรลดลงกว่า 25.69% ซึ่งเป็นผลมาจากธุรกิจขนาดใหญ่ (L) มีผลกำไรลดลงกว่า 9,600 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็ก (S) ขาดทุนลดลง 55 ล้านบาท และธุรกิจขนาดกลาง (M) มีผลกำไรเพิ่มขึ้น 542 ล้านบาท

Advertisement

นายทศพล กล่าวว่า การลงทุนในธุรกิจส่วนใหญ่เป็นคนไทย มูลค่าการลงทุน 2.16 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 61.91% ของการลงทุนในธุรกิจทั้งหมด และมีการลงทุนจากชาวต่างชาติ ประกอบด้วย ญี่ปุ่น มูลค่า 1.18 หมื่นล้านบาท 33.96 %จีน มูลค่า 419 ล้านบาท 1.20% มาเลเซีย มูลค่า 221 ล้านบาท 0.63% และ อื่นๆ 805 ล้านบาท 2.30%

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2566) มีธุรกิจจำหน่ายรถจักรยานยนต์ อะไหล่ และบริการที่เกี่ยวข้องที่ดำเนินกิจการอยู่จำนวน 3,690 ราย คิดเป็น 0.42% ของธุรกิจทั้งหมดที่ดำเนินการอยู่ 871,041 รายและมีมูลค่าทุน 34,963.03 ล้านบาท คิดเป็น 0.16% ของธุรกิจทั้งหมดที่ดำเนินการอยู่ 21.23 ล้านล้านบาท

นายทศพล กล่าวว่า ส่วนใหญ่ดำเนินกิจการรูปแบบบริษัทจำกัด จำนวน 2,506 ราย คิดเป็น 67.91% มูลค่าทุน 31,302.96 ล้านบาท โดยเป็นธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 2,125 ราย ทุน 1.01 – 5.00 ล้านบาท จำนวน 1,187 ราย และทุนมากกว่า 5 ล้านบาท จำนวน 378 ราย โดยแบ่งเป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) จำนวน 3,044 ราย 82.49% ขนาดกลาง (M) จำนวน 513 ราย 13.90% และ ขนาดใหญ่ (L) จำนวน 133 ราย 3.61%

ตัวเลขการจดทะเบียนจัดตั้งของธุรกิจจำหน่ายรถจักรยานยนต์ อะไหล่ และบริการที่เกี่ยวข้องที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับยอดการจำหน่ายรถจักรยานยนต์และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย โดย 3 เดือนแรก (มกราคม – มีนาคม) ปี 2566 ประเทศไทยมียอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ จำนวน 557,843 คัน ม.ค. 174,980 คัน ก.พ. 179,091 คัน และ มี.ค. 203,772 คัน

ขณะที่ยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล จำนวน 122,812 คัน (ม.ค. 35,387 คัน ก.พ. 41,051 คัน และ มี.ค. 46,410 คัน เมื่อเทียบสัดส่วนจะพบว่ายอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์มีมากกว่ายอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลถึง 435,031 คัน หรือ มากกว่าประมาณ 4.5 เท่า

นายทศพล กล่าวว่า ปัจจัยหลักมาจากการที่รถจักรยานยนต์มีความคล่องตัว หาที่จอดง่าย ประหยัดน้ำมัน ค่าบำรุงรักษาไม่สูง แปลงเป็นเครื่องมือทำมาหากินได้ง่าย ที่สำคัญได้รับความนิยมทุกพื้นที่ นอกจากนี้ รถจักรยานยนต์มีการออกแบบหลากหลายประเภทให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น ระยะทาง สภาพจราจร การท่องเที่ยว กีฬา การแข่งขัน และอีกด้านหนึ่ง รถจักรยานยนต์ยังเป็นของเล่นสำหรับกิจกรรมอดิเรก เป็นของสะสม และมีผู้บริโภคบางกลุ่มที่ชื่นชอบตกแต่งรถให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่งผลให้ธุรกิจอื่นที่มีความเกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจอะไหล่ตกแต่งรถจักรยานยนต์ ธุรกิจบริการซ่อมบำรุง ได้รับประโยชน์ไปด้วย ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคอาจซื้อรถจักรยานยนต์ผ่านระบบสินเชื่อเช่าซื้อ จึงส่งผลให้ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์เติบโตตามยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน

“ แม้ว่ารถจักรยานยนต์จะเป็นพาหนะที่มีความสะดวกในสภาพการจราจรที่มีการติดขัด และการใช้งานในเมืองมีความสะดวกสบาย แต่รถจักรยานยนต์ก็เป็นยานพาหนะที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูงที่สุด โดยข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก พบว่า ปี 2565 มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน จำนวน 17,347 คน เป็นรถจักรยานยนต์จำนวน 8,751 คน คิดเป็นร้อยละ 50.45 ดังนั้น ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ต้องใช้ความระมัดระวังและไม่ทำพฤติกรมเสี่ยง ทั้งการขี่รถเร็ว การขี่รถย้อนศร และการไม่สวมหมวกกันน็อค เพื่อช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น” นายทศพล กล่าว