‘สุพัฒนพงษ์’ รอคลังเคาะอุ้มภาษีดีเซล คาดค่าไฟงวดหน้าลดรับอานิสงส์แอลเอ็นจีร่วง ยันไม่ส่งมอบสิ่งที่เป็นภาระให้รบ.ใหม่
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า หลังจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา มีการประกาศกฎกระทรวงออกมา สาระสำคัญคือ ยกเลิกประกาศการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ตั้งแต่ 21 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป นั้น เบื้องต้นได้มีการหารือเรื่องนี้ร่วมกับทางกระทรวงการคลังแล้ว ในส่วนของกระทรวงพลังงาน จะติดตามสถานการณ์น้ำมันดีเซลว่าจะไปในทิศทางใด เพื่อนำไปสู่การแก้ไขได้อยู่ถูกวิธี อาทิ หากจำเป็นต้องต่ออายุการช่วยเหลือประชาชน ทางกระทรวงการคลังก็จะมีการเสนอเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อไป เชื่อว่ายังพอมีเวลาเตรียมการ
ส่วนเรื่องความเหมาะสมในการคุมราคาน้ำมันดีเซล นั้น ต้องดูตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ซึ่งปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ก็ติดตามเรื่องนี้อยู่ รวมถึงได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการ แต่ไม่ได้มีการควบคุมให้ผู้ประกอบการลดส่วนแบ่งทางการตลาดลง ส่วนใหญ่เป็นการขอความร่วมมือ เนื่องจากเป็นตลาดเสรีไม่สามารถไปบังคับได้
“ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ก่อนที่จะมีการยุบสภาได้มีการให้แนวทางดูแลราคาน้ำมันให้อยู่ในกรอบ ต้องดูให้ดีในทุกมิติ ทั้งความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เงินเฟ้อ และต้นทุน” นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่ปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2566 จะส่งผลต่อราคาพลังงานหรือไม่ นั้น ปัจจุบันยังเป็นไปตามแผน โดยคาดว่าแหล่งเอราวัณ ในเดือนกรกฎาคม จะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยเดือนธันวาคม 2566 จะเพิ่มเป็น 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และเดือนเมษายน 2567 จะเพิ่มเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวอีกว่า หากนำไปพิจารณาร่วมกับราคาซื้อขายก๊าซธรรมชาติในตลาดจร (Spot LNG) มองว่าเป็นเรื่องของ กกพ. ที่จะต้องไปพิจารณาราคาค่าไฟร่วมกับผู้นำเข้า รวมถึงต้องดูโอกาส และความเหมาะสมในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติในสัญญาระยะยาวด้วย ประกอบกับต้องติดตามเรื่องเงินเฟ้อ ค่าเงินบาท และการซื้อขาย ซึ่งต้องดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะในเดือนธันวาคม จะเข้าสู่ฤดูหนาว อาจทำให้ราคาผันผวนได้ รวมถึงปัญหาเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ หลายประเทศก็ต้องพิจารณาโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของค่าไฟฟ้า ปัจจุบันถือว่าผ่านจุดพีคไปแล้ว หรือในช่วงไตรมาสที่ 1/2566 ซึ่งค่าไฟภาคอุตสาหกรรมเริ่มปรับลดลงแล้ว และมีแนวโน้มลดลงอีกในงวดถัดไป ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ว่าจะมีการปรับลดราคาอย่างไรต่อไป
“สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามา มองว่าแต่ละพรรคมีนโยบายเรื่องพลังงานที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะได้พรรคไหนมาเป็นรัฐบาล ผมคิดว่าอะไรที่ปรับได้ก็ต้องปรับ สิ่งที่เราส่งมอบในวันนี้ไม่เป็นภาระต่อรัฐบาลใหม่อย่างแน่นอน ผมรัฐบาลชุดปัจจุบันทำดีที่สุดแล้ว” นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว

