เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม รายงานข่าวแจ้งว่า ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาในคดีที่บริษัท อินดิเพนเดนท์ เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด บริษัท กัลฟ์ พีดี จำกัด และบริษัท กัลฟ์ เอสอาร์ซี จำกัด (เครือกัลฟ์) ผู้ฟ้องคดี กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กระทรวงพลังงาน และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา กรณีการดำเนินการประมูลโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนรายใหญ่ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-4 กรณีการตรวจสอบโครงการประมูลการรับซื้อไฟฟ้าตามโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (Independent Power Producers : IPP) จำนวน 5 พันเมกะวัตต์
โดยศาลปกครองกลางพิพากษาสรุปว่า กรณีที่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ตรวจสอบการประมูลโครงการดังกล่าว โดยให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) ดำเนินการนั้น สามารถทำได้เนื่องจากเป็นการตรวจสอบขององค์กรทางปกครอง แต่ต้องไม่ทำให้ “เครือกัลฟ์” เสียหาย กรณีนี้กระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) มีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ให้ชะลอการสนับสนุนส่งเสริมการลงทุนแก่ “เครือกัลฟ์” จนข่าวรั่วไปถึงธนาคารไทยพาณิชย์ และไม่ให้ปล่อยกู้เงินแก่ “เครือกัลฟ์” จึงทำให้เกิดความเสียหาย
จึงมีคำพิพากษาห้ามกระทรวงพลังงาน ตรวจสอบหรือกระทำด้วยวิธีใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ “เครือกัลฟ์” รวมทั้งห้ามนำผลการตรวจสอบการประมูลโครงการดังกล่าว ไปใช้หรืออ้างอิง ไม่ว่าจะเป็นการภายในหรือต่อหน่วยงานอื่นที่ก่อให้เกิดความเสียหาย และให้กระทรวงพลังงานแจ้งยกเลิกหนังสือที่ส่งไปยัง (BOI) เกี่ยวกับการชะลอการสนับสนุนการส่งเสริมการลงทุนกับ “เครือกัลฟ์”
ทั้งนี้ คำฟ้องสรุปว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 กระทำการตรวจสอบการประมูลโครงการที่พิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเครือกัลฟ์ และก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินโครงการตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าอย่างมาก ทำให้ต้องพบปัญหาอุปสรรค ถูกรบกวนและถูกขัดขวางการปฏิบัติตามสัญญาที่ทำให้ไว้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อันเป็นการแทรกแซงการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ทำให้เกิดความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนการตรวจสอบและผลการตรวจสอบการประมูลโครงการดังกล่าว และห้ามนำผลการตรวจสอบไปใช้หรืออ้างอิงไม่ว่าจะเป็นการภายใน หรือต่อหน่วยงานอื่น
โดยศาลเห็นว่ามีประเด็นที่ต้องพิจารณา 2 ประเด็น ประเด็นแรกการตรวจสอบการประมูลดังกล่าว และผลการตรวจสอบการประมูลดังกล่าว กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีเหตุที่ศาลจะต้องเพิกถอนการตรวจสอบการประมูลการรับซื้อไฟฟ้า และผลการตรวจสอบการประมูลการรับซื้อไฟฟ้า ตามโครงการดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร
ศาลเห็นว่า การดำเนินการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินภาครัฐเกี่ยวกับการประมูลโครงการดังกล่าว ของ คตร. มีวัตถุประสงค์ให้การบริหารราชการแผ่นดินและการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐเป็นไปด้วยความรอบคอบ โปร่งใส ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) เคยมีความเห็นสรุปได้ว่า คำสั่งแต่งตั้ง คตร. มีสถานะเป็นคำสั่งในทางบริหาร โดยใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ไม่ใช่การออกคำสั่งในฐานะหัวหน้า คสช. จึงไม่ใช่การออกคำสั่งที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล การทำตามอำนาจหน้าที่ของ คตร. จึงทำตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของฝ่ายบริหารที่ใช้อำนาจกำกับโดยทั่วไปในการบริหารราชการแผ่นดิน
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง4 มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง คตร.จึงมีอำนาจบังคับบัญชาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวได้ ดังนั้น จึงมีอำนาจในการตรวจสอบการประมูลดังกล่าว ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ของ คตร. เพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและถูกต้องที่เป็นการดำเนินการภายในของฝ่ายปกครองโดยเฉพาะ ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 จึงไม่อาจออกคำสั่งหรือดำเนินการใดๆ อันส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้
ส่วนประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ศาลต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการตรวจสอบและผลการตรวจสอบการประมูลดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร เมื่อวินิจฉัยแล้วว่า เห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 มีอำนาจในการตรวจสอบการประมูลดังกล่าว ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ของ คตร. ที่เป็นการดำเนินการภายในของฝ่ายปกครองโดยเฉพาะ ผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 จึงไม่อาจฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนการตรวจสอบการประมูลโครงการดังกล่าวได้ และการตรวจสอบดังกล่าวไม่ได้มีผลทางกฎหมายออกไปสู่ภายนอก กระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 หรือก่อความเดือดร้อนโดยตรงหรือเป็นการเฉพาะตัวแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 จึงมิใช่ผู้เดือดร้อนหรือเสียหายจากการตรวจสอบดังกล่าว ดังนั้น ไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการตรวจสอบ และผลการตรวจสอบการประมูลดังกล่าวแต่อย่างใด
ประเด็นที่สอง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 หรือไม่ และศาลสามารถออกคำบังคับแก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 ได้หรือไม่ เพียงใด
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในการดำเนินการตรวจสอบของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 ธนาคารไทยพาณิชย์ มีหนังสือแจ้งแก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ว่า ธนาคารไม่สามารถพิจารณาเงินกู้ให้ได้ เพราะการประมูลโครงการดังกล่าวถูกตรวจสอบ และธนาคารต้องการทราบถึงสถานะของโรงไฟฟ้าทั้งสองเพื่อให้เกิดความชัดเจน ก่อนให้การสนับสนุนเงินกู้ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเจรจาไกล่เกลี่ย โดยเสนอเบื้องต้นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 มีความชอบธรรมที่จะได้รับสิทธิในการลงนามในสัญญากับ กฟผ. เพียงสัญญาเดียว จำนวน 2,500 เมกะวัตต์ และขอยกเลิก 1 สัญญา จำนวน 2,500 เมกะวัตต์ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีหนังสือแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ให้ระงับการพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 ไว้ก่อน เนื่องจากโครงการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ คตร. จึงเห็นควรรอให้ผลการพิจารณาเป็นที่สุดก่อน
จากข้อเท็จจริงข้างต้น เห็นว่า ในการตรวจสอบดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้ได้รับมอบหมายจาก คตร. ในการตรวจสอบโครงการประมูลดังกล่าว ไม่อาจกระทำการใดๆ นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของ คตร. ตามที่หัวหน้า คสช.แต่งตั้งได้ การดำเนินการดังกล่าวข้างต้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจาก คตร. และไม่ใช่เป็นการดำเนินการตรวจสอบโครงการประมูลดังกล่าว ที่เป็นการดำเนินการเพียงขอบเขตภายในขององค์กรฝ่ายปกครองตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่เป็นการกระทำที่ล้ำแดนการติดตามตรวจสอบภายในองค์กรฝ่ายปกครองออกไปสู่ภายนอกองค์กรฝ่ายปกครอง อีกทั้งเป็นการตรวจสอบโดยปราศจากความระมัดระวังทำให้เป็นข่าวเผยแพร่ออกไปจนเป็นเหตุให้ธนาคารชะลอการพิจารณาเงินกู้แก้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. ได้ตามแผนงานภายในกำหนดเวลา ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 แล้ว
ส่วนข้ออ้างที่ว่า การตรวจสอบดังกล่าวพบว่า การดำเนินการของคณะอนุกรรมการจัดหากำลังการผลิตไฟฟ้า (Bid Management Committee : BMC) ภายใต้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ชุดเดิม) มีความคลาดเคลื่อนไปจากแผนการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ พ.ศ.2555 และไม่เป็นไปตามเอกสารข้อกำหนดในการเสนอราคา (RFP)
เห็นว่า การตรวจสอบโครงการประมูลดังกล่าว ไม่ปรากฏพยานหลักฐานในสำนวนว่า คณะอนุกรรมการฯ ภายใต้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ชุดเดิม) หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องผู้ใดมีส่วนร่วมกระทำความผิด จนเป็นเหตุทำให้การจัดหากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือการดำเนินการของคณะอนุกรรมการฯ มีความคลาดเคลื่อนไปจากแผนการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ พ.ศ.2555 และไม่เป็นไปตามเอกสารข้อกำหนดในการเสนอราคา (RFP) หรือไม่มีความโปร่งใสอย่างไร หรือปรากฏหลักฐานในสำนวนว่า ผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 มีส่วนร่วมในการกระทำผิดข้างต้นอย่างไร ทั้งที่การตรวจสอบการประมูลการรับซื้อไฟฟ้าตามโครงการที่พิพาทของ คตร. โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1, 3 และ 4 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบข้อร้องเรียนความโปร่งใสในโครงการประมูลดังกล่าว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่ได้แสดงหลักฐานหรือเหตุผลว่า เพราะเหตุใดการดำเนินการของคณะอนุกรรมการฯ มีความคลาดเคลื่อนออกไปจากแผนการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ และไม่ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ พ.ศ.2555 และไม่เป็นไปตามเอกสารข้อกำหนดในการเสนอราคา (RFP) เฉพาะสัญญาเดียว คือ สถานีไฟฟ้าย่อยปลวกแดง จ.ระยอง
นอกจากนี้ คณะทำงานเจรจาไกล่เกลี่ยฯ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แต่งตั้ง ไม่ใช่คู่สัญญา ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตามโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) กับผู้ฟ้องคดีที่ 2 และที่ 3 คู่สัญญาที่แท้จริงในการรับซื้อไฟฟ้าตามโครงการนี้คือ กฟผ. กับผู้ฟ้องคดีที่ 2 และที่ 3
ดังนั้น แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 โดยคณะทำงานฯ จะใช้วิธีเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อยกเลิกสัญญา 1 สัญญา ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 ได้รับความเสียหาย แต่ยังเป็นผลเสียต่อแผนการผลิตไฟฟ้าและการสำรองกำลังไฟฟ้าในอนาคต และการเจรจาต่อรองกันเพื่อแก้ไขสัญญา หรือยกเลิกสัญญาต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในข้อสัญญา ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานฯ โดยเสนอเบื้องต้นให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 ยกเลิกสัญญา 1 สัญญา จึงเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ทำให้การดำเนินการตามสัญญา ไม่มีความมั่นคงในนิติฐานะ ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 ได้รับความเสียหาย
ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไป ศาลสามารถออกคำบังคับแก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 ได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การตรวจสอบการประมูลโครงการดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่จากที่ได้รับมอบหมายจาก คตร. ผลการดำเนินการดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 ต้องประสบกับอุปสรรค ถูกรบกวน ถูกขัดขวางการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ได้ทำไว้กับ กฟผ. ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายอย่างต่อเนื่อง
ศาลจึงมีคำพิพากษาห้ามผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ดำเนินการตรวจสอบหรือกระทำด้วยวิธีการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 รวมทั้งนำผลการตรวจสอบการประมูลโครงการดังกล่าว ไปใช้หรืออ้างอิง ไม่ว่าจะเป็นการภายในหรือต่อหน่วยงานอื่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แจ้งยกเลิกหนังสือที่ส่งไปยัง BOI เกี่ยวกับการชะลอการสนับสนุนการส่งเสริมการลงทุนกับผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 ยกฟ้องในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1, 2 และ 4 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

