ภาคโรงแรมไม่ติด ค่าแรง 450 หวั่นขึ้นแล้วดันเงินเฟ้อพุ่ง ขอรบ.ใหม่แก้ไฟแพง-เก็บภาษีซ้ำซ้อน
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) และผู้บริหาร โรงแรมสมายล์ล้านนา กล่าวถึงกรณีนโยบายการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 450 ว่า สำหรับธุรกิจโรงแรมหากมีการปรับขึ้นค่าแรงในจำนวนดังกล่าวจะยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะค่าจ้างพนักงานในอุตสาหกรรมโรงแรมได้รับเงินเดือนขั้นต่ำเกิน 450 บาทต่อวันอยู่แล้ว เนื่องจากพนักงานจะได้รับสวัสดิการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น เซอร์วิสชาร์จ ที่ทำให้เมื่อรวมเงินเดือนรายเดือนรวมเฉลี่ยออกมาเป็นรายวันมีค่าจ้างขั้นต่ำสูงกว่าอัตรา 450 บาท และอยู่ที่อัตราเฉลี่ยที่ 500 บาทต่อคนต่อวัน
อย่างไรก็ตาม ทิศทางการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ที่ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งการขึ้นค่าแรงจะเป็นผลกระทบโดยตรงที่ทำให้ธุรกิจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น ราคาอาหารสด โดยเฉพาะเนื้อหมู ราคาขณะนี้กิโลกรัมละ 250 บาท เพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 150-160 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 40-50% ซึ่งถ้ามีการปรับค่าจ้างที่ 450 บาท ราคาอาหารสดจะมีการปรับขึ้นอีกครั้ง
โอดค่าไฟแพงกระทุ้งต้นทุนเพิ่ม
นายไพศาลกล่าวว่า ขณะเดียวกัน สิ่งที่เป็นประเด็นที่ภาคเอกชนเป็นกังวลคือเรื่องค่าไฟฟ้า แต่เดิมรัฐบาลเก่าได้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าไว้เป็นอัตราก้าวหน้า ซึ่งโรงแรมเป็นการก่อสร้างลักษณะใหญ่และมีการใช้ไฟฟ้าตลอดเวลา และมีการปรับอัตราค่าไฟฟ้าเป็นขั้นบันได ล่าสุดมีการเก็บอัตราค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นส่งผลให้ค่าไฟฟ้าจากเดิมค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 1.8 แสนบาท แต่ 2 เดือนที่ผ่านมาค่าไฟฟ้าขยับเพิ่มที่ 2 แสนบาท ตัวเลขค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเท่าตัว
“หลักการคิดรัฐบาลอาจจะถูกที่คนจนใช้ไฟฟ้าถูก แต่คนรวยใช้ไฟฟ้าแพงก็ต้องจ่ายแพง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ทำธุรกิจที่มีรายได้ไม่มากพอ โดยผลประกอบการด้านกำไรไม่เกิน 30% หรืออยู่ที่ 15% และเมื่อเทียบกับค่าไฟฟ้าที่กระโดดถึง 30% จึงทำให้รายจ่ายโตมากกว่ารายรับ ซึ่งเรื่องนี้เป็นผลกระทบหนักที่สุด” นายไพศาลกล่าว
ขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจแบกต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ไม่สามารถปรับราคาห้องพักให้สูงขึ้นตามต้นทุน เนื่องจากกังวลเรื่องการแข่งขัน หากมีการปรับราคาห้องพักขึ้นกว่าโรงแรมอื่นๆ จะทำให้ลูกค้าเลือกที่จะไม่เข้าพัก ผู้ประกอบการจึงเลือกปรับราคาให้อยู่ในระดับเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน โดยที่มีการตกลงราคาร่วมกันว่าควรจะอยู่ที่จุดใดเป็นราคาตรงกลางและมีความเหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่กล้าปรับราคาขึ้น แม้ต้นทุนจะหลายๆ ด้านจะมีการปรับราคาขึ้นบางแล้ว
ขอรัฐบาลใหม่แก้เก็บภาษีซ้ำซ้อน
นายไพศาลกล่าวว่า สำหรับนโยบายที่อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขคือเรื่องการดูแลราคาต้นทุนต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ รวมถึงภาคครัวเรือน เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน อยากให้รัฐพิจารณาการเรียกเก็บภาษีของผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่มีการเก็บภาษีซ้ำซ้อน เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจมีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ภาษีท้องถิ่นที่เป็นภาษีป้าย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีศุลกากร ฯลฯ โดยเฉพาะการเก็บภาษีที่ดินถูกเก็บเป็นตารางเมตร และไม่เก็บตามจำนวนห้อง ขณะเดียวกัน องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีการเก็บค่าธรรมเนียมบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดจากผู้พักโรงแรม มองว่าเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อน
“อยากให้รัฐพิจารณาการเก็บภาษีใหม่ เพราะผู้ประกอบธุรกิจเสียภาษีในหลายด้าน แต่ก็มีการเรียกเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อนกัน ประเด็นนี้อาจเป็นผลกระทบต่อธุรกิจที่มีรายได้หมุนเวียนไม่เพียงพอรายจ่าย” นายไพศาลกล่าว

