หน้าแรก เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวลุ้...

ท่องเที่ยวลุ้นนายกฯใหม่ นั่งแบรนด์แอมบาสเดอร์ ‘พิธา’พร้อมชูควิกวินศก.

3.06.23 | 06:05 น.

ท่องเที่ยวลุ้นนายกฯใหม่ นั่งแบรนด์แอมบาสเดอร์ ‘พิธา’พร้อมชูควิกวินศก.

ไม่ว่าจะมีการตั้งคำถามถึงเครื่องยนต์ใดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสักกี่ครั้ง คำตอบแรกและคำตอบสุดท้าย ก็ยังเป็นภาคการท่องเที่ยวและภาคการส่งออกเสมอ เนื่องจากเป็นมือในการสร้างรายได้เข้าประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวไทย ที่วิเคราะห์และชี้ชัดแล้วว่าจะเป็นตัวกระตุ้นรวมถึงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2566 เนื่องจากภาคการส่งออกได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว บวกกับความกังวลทั้งในแง่เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขาขึ้น จนอาจเกิดเศรษฐกิจถดถอยในประเทศฝั่งยุโรปและสหรัฐได้

สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน ฟื้นตัวขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่อง เทียบกับช่วงเกิดการระบาดโควิด-19 ที่ทำให้การเดินทางต้องหยุดชะงักกันทั่วทั้งโลก เมื่อสามารถคุมโรคระบาดได้ ความรุนแรงของโรคไม่ได้อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตแล้ว ประเทศไทยก็เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ถือเป็นความหวังของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กลับมามีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566-29 พฤษภาคมที่ผ่านมา อยู่ที่ 10,448,481 คน ถือเป็น 10 ล้านคนแรกในปีนี้

Advertisement

“ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร” นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เผยว่า กว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามาถึง 10 ล้านคน ใช้เวลาตั้ง 5 เดือน ทั้งที่หากเทียบกับช่วงประเมินภาพท่องเที่ยวเดิมตั้งแต่ต้นปี คาดว่าจะฟื้นตัวได้เร็วกว่านี้ ทำให้อัตราการเที่ยวไทยของต่างชาติไม่ได้เร็วเหมือนที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็ยังคาดหวังว่าหากมีการกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ดีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงไม่มีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายใดเกิดขึ้นอีก ในช่วง 6 เดือนที่เหลือของปี 2566 ตลาดต่างชาติจะฟื้นตัวเข้ามาเที่ยวไทยได้ในอัตราที่เร็วกว่าเดิม เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางไว้ที่ 25 ล้านคน

เมื่อความหวังถูกกองไว้ที่ภาคการท่องเที่ยวจนหมด ไม่แตกต่างจากความกังวลที่มีสูงมากด้วยเช่นกัน ทำให้เมื่อประเทศไทยมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในรอบ 4 ปี ทุกฝ่ายก็หวังเห็นจุดเปลี่ยนในครั้งนี้ จะช่วยทำให้เกิดแสงสว่างในการมองภาพช่วงต่อจากนี้ได้

เอกชนในภาคการท่องเที่ยวประเมินนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ผ่านการกระตุ้นเที่ยวในประเทศมากขึ้น อาทิ นโยบายเที่ยวเมืองรอง ควบคู่กับการกระจายนักท่องเที่ยวจากเมืองหลัก ถือว่าสอดคล้องกับแนวคิดและภาพที่อยากเห็น เพราะเชื่อว่าจะสามารถดันการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตมากขึ้นได้

รวมถึงมีการออกไอเดียในการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยมากขึ้น ผ่านการดึง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกฯ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของภาคการท่องเที่ยวไทยด้วย

“ชำนาญ ศรีสวัสดิ์” ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ระบุว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่สำเร็จแล้ว ไม่ว่าใครจะได้เป็นนายกฯ ภาคเอกชนอยากเห็นนายกฯคนใหม่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย ผ่านการนั่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในประเทศ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพราะต้องการให้ภาคท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ มีการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทย เพราะเชื่อว่าเอกชนสามารถทำงานร่วมกับทุกคนที่มาเป็นรัฐบาลใหม่อยู่แล้ว

หากประเมินจากแนวคิดของภาคเอกชน มองว่าคงไม่ใช่แค่ “พิธา” เท่านั้น แต่อยากเห็นนายกฯคนใหม่ไม่ว่าเป็นใครก็ตาม เข้ามาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของท่องเที่ยวไทย เพื่อผลักดันและสนับสนุนท่องเที่ยวไปด้วยกัน สาเหตุที่ยกตัวอย่างเป็น “พิธา” ในตอนนี้นั้น เป็นเพราะกระแสมาแรงมากทั้งในโลกออนไลน์และชีวิตจริง สะท้อนได้จากภาพตั้งแต่ก่อนและหลังเลือกตั้งแล้วเสร็จ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใดก็มีประชาชนที่ชื่นชอบเดินทางไปรอต้อนรับ

เรียกว่าไปที่ไหน ที่นั่นแตก!

เป็นภาพที่หาได้จากกลุ่มคนที่มีฐานแฟนคลับเท่านั้น ทำให้การใช้โอกาสนี้กระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ก็คงไม่ได้แปลกอะไร

ภาพมุมมองไม่แตกต่างจากหน่วยงานด้านการทำตลาดท่องเที่ยวหลักๆ อย่าง ททท. นำโดย “ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการ ททท. ที่มองว่าขณะนี้ภาคการท่องเที่ยวไทยอยู่ระหว่างการฟื้นตัวทางการท่องเที่ยว และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีคุณภาพเข้ามามากขึ้น เพื่อหมุนเวียนเม็ดเงินในประเทศ โดย ททท.ต้องการปรับโครงสร้างตลาดเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ จากเดิมไทยได้รับความนิยมเข้ามาเที่ยวจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีอายุเป็นหลัก แต่หากได้ “พิธา” ยอมมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ท่องเที่ยวให้ ถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีบุคลิกสามารถเข้าถึงได้ของคนรุ่นใหม่ อาจทำให้ช่วยปรับโครงสร้างดึงคนกลุ่มนักท่องเที่ยววัยรุ่น หรือคนรุ่นใหม่เข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มมากขึ้น

หากนายพิธาให้เกียรติเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของภาคการท่องเที่ยวไทย ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี ในฐานะผู้นำทางความคิด (KOL) สามารถชักจูงให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศไทยได้ เพราะไม่ใช่แค่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึงได้เท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มที่ได้ประโยชน์ คือ กลุ่มครอบครัว ซึ่งเป็นภาพของนายพิธา ที่มีผ่านสื่อออนไลน์ถึงการอยู่ใกล้ชิดกับลูกสาว จึงเชื่อว่าจะเป็นเรื่องดีที่จะดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้ามาท่องเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้นด้วย แต่ขณะนี้แนวคิดดังกล่าวเป็นเรื่องของอนาคต หากทุกอย่างนิ่งแล้ว ททท.ก็พร้อมทาบทามหรือเชิญนายพิธามาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ซึ่งเชื่อว่านายพิธาคงไม่ปฏิเสธ และพร้อมสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวไทยเช่นกัน ผู้ว่าการ ททท.พร้อมทำตามข้อเสนอ แต่ต้องรอความชัดเจนก่อน

เมื่อมีสัญญาณส่งถึงว่าที่นายกฯแล้ว รอไม่นาน “พิธา” ก็ระบุถึงไอเดียภาคการท่องเที่ยวเสนอให้ตัวเองเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ท่องเที่ยวว่า “แม้ไม่มีการแต่งตั้งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ แต่นายกฯก็มีหน้าที่ในการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวอยู่แล้ว บวกกับพรรคก้าวไกลได้หารือร่วมกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งมีพูดคุยถึงประเด็นในการใช้ภาคการท่องเที่ยวไทย เป็นควิกวินด้านเศรษฐกิจด้วย ต้องแก้ไขปัญหาการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว เพิ่มการกระจายตัวของรายได้ เพื่อให้เครื่องมือภาคการท่องเที่ยวนี้สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศไทยอย่างแท้จริง”

ตอนนี้การจัดตั้งรัฐบาลยังติดหล่ม เพราะต้องรอขั้นตอนยุบยับ ทั้งรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.อย่างเป็นทางการ และยังเจอด่าน ส.ว. 250 เสียง ที่จะต้องมีเสียงมาสนับสนุนเพื่อให้ถึง 376 เพื่อโหวต “พิธา” เป็นนายกฯ ก็ยังไม่รู้ว่าจะผ่านหรือไม่ แต่ไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกฯและรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ จะต้องทุ่มเทสนับสนุนเครื่องจักรท่องเที่ยวไทยให้เติบโตมากขึ้น ที่จะเป็นแรงส่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป