หน้าแรก เศรษฐกิจ พลังงาน ชี้ก้...

พลังงาน ชี้ก้าวไกลลดค่าไฟอีก 10 สตางค์ทำได้ จี้เพิ่มผลิตก๊าซอ่าวไทยหวั่นสิ้นปีมรสุมเข้า

3.06.23 | 13:11 น.

พลังงาน ชี้นโยบายก้าวไกล ลดค่าไฟอีก 10 สตางค์ทำได้ จี้เพิ่มผลิตก๊าซอ่าวไทยตามสัญญา หวั่นสิ้นปีมรสุมเข้า

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคก้าวไกล ระบุถึงภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลในการแก้ปัญหาค่าไฟฟ้า ว่า ค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 จะลดลงได้โดยรวมระดับ 80 สตางค์ จากแนวโน้มราคางวดปัจจุบัน 4.70 บาทต่อหน่วย มาอยู่ที่ประมาณ 4.00 บาทต่อหน่วย ตามแนวโน้มของราคาเชื้อเพลิงที่ลดลง รวมทั้งการเพิ่มการนำเอาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้ผลิตไฟฟ้ามากขึ้น

นอกจากนี้ จากการที่ น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่าจะสามารถลดค่าไฟลงได้อีกประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้างวดสุดท้ายของปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 3.90 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากการบริหารหนี้สินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (กฟผ.) โดยออกพันธบัตรระยะยาว และรัฐบาลจะไปช่วยจ่ายดอกเบี้ยแทนในส่วนนี้ จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลง ได้ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเรื่องการหาเงินมาใช้หนี้ที่ กฟผ.แบกรับภาระค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ระดับ 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าที่จะปรับเพิ่มขึ้นในระยะต่อไปนั้น

ทั้งนี้ จากตัวเลขการคำนวณค่าเอฟทีงวดปัจจุบัน (พ.ค.-ส.ค.2566) ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) โดยประชาชนต้องจ่ายคืนค่าเอฟให้ กฟผ.ที่ระดับ 28 สตางค์ต่อหน่วย (ประมาณงวดละ 20,000 ล้านบาท) หรือจ่ายค่าไฟฟ้าที่ 4.70 บาทต่อหน่วย ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชน ดังนั้น หากจะคำนวณค่าไฟผ่านนโยบายของว่าที่รัฐบาลพรรคก้าวไกลต้องการที่จะลดค่าไฟฟ้าลงอีก 10 สตางค์ดังกล่าวนั้น ก็สามารถทำได้ โดยรัฐบาลเองออกพันธบัตร และลดการจ่ายคืนค่าเอฟทีให้ กฟผ.เหลือ 18 สตางค์ต่อหน่วย และยืดหนี้ กฟผ. ออกไปอีกระยะหนึ่ง เป็นต้น

“การที่รัฐบาลจะลดค่าไฟฟ้าจะใช้วิธีอะไรก็ตามสามารถทำได้หมด หากรัฐบาลยื่นมือเข้ามาช่วย โดยเฉพาะการใช้เงิน เพราะภาระตรงนี้ประชาชนไม่ควรจะรับเพิ่มจากสิ่งที่เกิดขึ้นปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าไฟแพงขึ้นนั้น มาจากปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โดยแหล่งเอราวัณในส่วนที่หายไปจากสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ปริมาณ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เหลือระดับ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งหากเกิดจากภาวะราคาก๊าซธรรมชาติตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น ก็ต้องยอมรับเพราะประเทศไทยนำเข้าปริมาณที่มาก ยิ่งก๊าซในอ่าวไทยหายไปเยอะก็ต้องนำเข้าเยอะ ถือเป็นต้นทุน ส่งผลให้ กฟผ.ต้องแบกรับภาวะค่าเอฟทีตลอด 2 ปีที่ผ่านมา”

Advertisement

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่กระทรวงพลังงานได้รับจาก กกพ. นั้น ผลกระทบจากปริมาณก๊าซในอ่าวไทยที่หายไปถือว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งที่เป็นปัญหา เพราะถ้าปริมาณไม่หายไปมากมายระดับ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ค่าไฟฟ้าก็จะไม่ขึ้นมามากขนาดนี้ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องลงมาดูแลและไปไล่บี้กับบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ในฐานะผู้ดำเนินการผลิตรายใหม่ในสัญญา PSC ไม่ใช่มาโยนภาระตรงนี้ให้ กฟผ. หรือประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า อีกอย่าง ต้องเข้าใจว่าข้าราชการกระทรวงบางครั้งก็ทำงานลำบาก หากภาคนโยบายไม่เห็นด้วยกับแผนที่นำเสนอ

อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลถึงตัวเลขปริมาณก๊าซ ในอ่าวไทยว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามที่ ปตท.สผ. หรือแม้แต่ที่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนยกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาให้สัมภาษณ์ ว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตปลายปีนี้ที่ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และเดือน เม.ย. 2567 จะเป็นไปตามสัญญา 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันได้จริง ๆ เนื่องจากขณะนี้ถือว่าเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว มีมรสุมจะกระทบต่อการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม จึงยังไม่ไว้วางใจในตัวเลขดังกล่าวว่าจะกลับมาผลิตได้ เพราะโดยหลักความเป็นจริงการขุดเจาก๊าซฯ ปริเวณดังกล่าวมาเป็นเวลานาน ปริมาณก๊าซลดลงเรื่อยๆ ดังนั้น จะกระทบต่อคณะทำงานประเมิณค่าเอฟทีงวดต่อไป

แหล่งข่าวกล่าวว่า โชคดีที่ราคานำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี ลดลงมาที่ระดับ 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู จึงช่วยลดทอนปัญหาปริมาณก๊าซในอ่าวไทยที่หายไปได้บางส่วน แต่ก็ต้องจับตาราคานำเข้าในฤดูหนาวที่ปกติราคาจะปรับขึ้นตามกลไกความต้องการใช้แอลเอ็นจีในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ในช่วงเดือน ก.ค.2566 ทั้ง กฟผ. และ ปตท. จะต้องเตรียมข้อมูลราคานำเข้าก๊าซ เพื่อส่งคณะทำงานค่าเอฟทีของ กกพ. เพื่อประกาศค่าเอฟทีงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2566 ต่อไป