ชำแหละปัญหา ‘ภาษีที่ดินลดของชัชชาติ’ ทำไมเก็บได้น้อย แนะรื้อราคาประเมิน-อัตราใหม่
ภาษีที่ดินชัชชาติ – เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน นายโสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) เปิดเผยว่า ตามที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีข้อกังวลเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เก็บได้น้อยไป และไพล่ไปบอกว่าการเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ดีกว่านั้น แท้จริงปัญหาอยู่ที่ราคาประเมินและอัตราการจัดเก็บมากกว่า
“ประเด็นปัญหาอยู่ที่ราคาประเมินของทางราชการต่ำกว่าราคาตลาดมาก ทำให้จัดเก็บภาษีได้น้อย โดยเฉพาะที่ดินของผู้มีอันจะกิน และชนชั้นสูง เก็บภาษีต่ำมาก แต่ในกรณีห้องชุดและบ้านและที่ดินทั่วไปในโครงการจัดสรรกลับประเมินใกล้เคียงความเป็นจริง ทำให้ประชาชนระดับล่างต้องแบกภาระภาษีมาก” นายโสภณกล่าว
พร้อมระบุ ทำเลที่ราคาที่ดินแพงที่สุดในกรุงเทพฯนั้น ราคาประเมินราชการต่ำกว่าราคาตลาด คือเป็นเพียง 20-36% ของราคาตลาดเท่านั้น เช่น แถวสยามสแควร์ ราคาตลาดอาจเป็นเงินประมาณ 3,500,000 บาทต่อตารางวา ส่วนราคาประเมินราชการอาจเป็นเพียง 1,000,000 บาทเท่านั้น แสดงว่าราคาตลาดสูงกว่าถึง 3.5 เท่า หรือราคาประเมินราชการเป็นเพียง 29% ของราคาตลาดเท่านั้น ราคาประเมินราชการจึงไม่สะท้อนภาวะตลาดแต่อย่างใด
นายโสภณยังบอกอีกว่า ราคาที่ดินตามราคาตลาดมักจะมีราคาสูงกว่าราคาที่ดินของทางราชการโดยกรมธนารักษ์ เพื่อจะได้ไม่สร้างภาระในการเสียภาษีแก่ประชาชนจนเกินไป ซึ่งเหตุผลนี้อาจไม่เป็นจริง เพราะถ้าเกรงประชาชนจะเสียภาษีมากก็อาจลดอัตราภาษีได้ แต่ควรมีราคาประเมินราชการที่ใกล้เคียงราคาตลาดจะได้ใช้อ้างอิงในการซื้อขาย เพื่อประโยชน์ของประชาชนได้ ยิ่งกว่านั้นบางแปลงไม่ได้ประกาศให้ประชาชนได้ทราบชัดเจนว่าราคาประเมินราชการเป็นเงินเท่าไหร่ ต้องไปสอบถามเป็นรายๆ ไป
“การที่ราคาประเมินราชการต่ำกว่าราคาตลาดมาก ในมุมหนึ่งทำให้เจ้าของที่ดินรายใหญ่ๆ ที่มีทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงมากในประเทศไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯเสียภาษีน้อย ในทางตรงกันข้าม การประเมินราคาห้องชุดสำหรับประชาชนทั่วไป ราคาประเมินราชการกับราคาซื้อขายจริงกลับค่อนข้างใกล้เคียงกัน ทำให้ประชาชนทั่วไปต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าเจ้าของที่ดินรายใหญ่ๆ ยิ่งในกรณีต่างจังหวัดยิ่งผิดเพี้ยนหนัก” นายโสภณกล่าว
พร้อมกับเสนอแนะให้กรมธนารักษ์ประเมินราคาที่ดินให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นข้อมูลประกอบการซื้อขายของประชาชน เพื่อการจัดเก็บภาษีโดยไม่เหลื่อมล้ำ ส่วนการจัดเก็บภาษีอาจมีอัตราที่แตกต่างไป เช่น
1.ในกรณีภาษีและค่าธรรมเนียมโอน แทนที่จะจัดเก็บประมาณ 1-2% ของราคาประเมินราชการ ก็อาจจัดเก็บอัตรา 0.01-0.05% ของราคาตลาด ประชาชนจะไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ไม่ต้องแอบเลี่ยงภาษี ราคาซื้อขายจริงที่จดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดินจะกลายเป็นข้อมูลที่มีค่า มีประโยชน์ในการวิเคราะห์ เพราะต่างรายงานตามความเป็นจริง
2.ในกรณีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อาจจัดเก็บอัตรา 0.1% ของราคาตลาด ซึ่งไม่น่าจะเป็นภาระแก่ประชาชน เพียงแต่ผู้มีรายได้สูง หรือชนชั้นสูง ไม่ต้องการเสียภาษี เช่น ถ้าพวกเขามีที่ดินราคา 500 ล้านบาท อาจไม่ต้องเสียภาษี 0.1% หรือ 500,000 บาท เป็นต้น แต่สำหรับประชาชนทั่วไปที่มีบ้านราคา 5 ล้านบาท อัตราภาษี 0.1% เป็นเงินเพียง 5,000 บาท หรือปีละ 417 บาท พอๆ กับค่าจัดเก็บขยะ แต่ทำให้ท้องถิ่นเจริญ และทำให้มูลค่าทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นอีก
“รัฐบาลและกรุงเทพมหานครควรให้ความรู้แก่ประชาชนว่าการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพียง 0.1% จะทำให้ท้องถิ่นเจริญ ราคาทรัพย์ของเราจะเพิ่มขึ้นปีละ 3-5% อยู่แล้ว ก็ยิ่งดีขึ้นอีก เท่ากับยิ่งให้ยิ่งได้ อย่าได้พยายามเลี่ยงภาษี ส่วนภาษีโรงเรียนเดิมไม่เหมาะสม เพราะฐานภาษีไม่ได้ปรับปรุงมาหลายสิบปีแล้ว ส่วนทรัพย์สินที่ไม่ได้ให้เช่า แต่อยู่เองก็ไม่ต้องเสียภาษี ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเช่นกัน ระบบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงเหมาะสมกว่า” นายโสภณกล่าวทิ้งท้าย

