ตั้ง รบ.ใหม่เคว้ง พ่วงพิษดอกเบี้ยพุ่ง สกัดดาวรุ่ง ตลาดหุ้นไทยไร้ทิศทาง

5.06.23 | 12:17 น.
ตั้ง รบ.ใหม่เคว้ง พ่วงพิษดอกเบี้ยพุ่ง สกัดดาวรุ่ง ตลาดหุ้นไทยไร้ทิศทาง

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตลาดทุนไทยยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพและน่าสนใจในสายตานักลงทุน ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สะท้อนเฉพาะเม็ดเงินจากการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้ามาซื้อหุ้นไทย มีมูลค่าหลักหลายแสนล้านบาทต่อปี

ถึงวันนี้แม้เศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่างการฟื้นตัว ผลจากภาคการท่องเที่ยวไทยดีขึ้นตามยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขล่าสุดแตะ 10 ล้านคนแล้ว ในช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมาปี 2566 ส่งผลต่อถึงธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เฟื่องฟูตาม หรือยังถดถอย!!

⦁หวังเลือกตั้งกระตุ้นศก.วิ่งฉิว
ประเทศไทยมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในรอบ 4 ปี เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่เพิ่งผ่านไป นักลงทุนมีความหวังได้เห็นเศรษฐกิจไทยวกหัวกลับมาวิ่งได้อีกครั้ง ส่งผลต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะการผลิต การค้า การลงทุน รวมถึงตลาดหุ้นด้วย โดยก่อนการเลือกตั้ง พบว่าดัชนีหุ้นไทยวิ่งขึ้นได้ดี บริเวณระดับ 1,570 จุด มาพร้อมกับความคาดหวัง หลังเลือกตั้งดัชนีหุ้นจะวิ่งในแดนบวกได้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งมองตามสถิติที่ผ่านมาที่หุ้นไทยต้องบวกหลังเลือกตั้งแน่นอน ยิ่งย้ำเศรษฐกิจไทยจากนี้จะขยายตัวเร็วขึ้น

พอการเลือกตั้งผ่านไป ภาพกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ ตลาดหุ้นตอบรับด้วยแรงกังวลกับผลการเลือกตั้งที่ถือว่าสร้างความประหลาดใจ (เซอร์ไพรส์) หนักมาก เพราะพรรคที่หลายฝ่ายมองว่าคงไม่ได้เป็นพรรคคะแนนอันดับหนึ่งอย่างก้าวไกล ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นขึ้นมาเป็นที่หนึ่ง และด้วยนโยบายที่ในเชิงตลาดเงินตลาดทุนจะเรียกว่ามีความก้าวร้าว ดูแข็งแกร่งและรุนแรง ทำให้ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบอย่างต่อเนื่องจนหลุดระดับ 1,500 จุดก่อนจะทยอยปรับขึ้นบ้าง แต่ก็ยังคลานต้วมเตี้ยมไม่ถึง 1,550 จุดสักที

ภาพความกังวลที่มีอยู่มากนั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติที่แม้ไทยมีพรรคคะแนนอันดับหนึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ด้วยความไม่ชัดเจนว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ ทั้งยังมีด่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 เสียง ที่ต้องผ่านไปให้ได้อีก จึงสะท้อนความกังวลออกมาเป็นแรงขายสุทธิของต่างชาติ โดยพบว่าตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 2 มิถุนายน 2566 มีการขายสุทธิสะสมแล้วกว่า 101,326.47 ล้านบาท

Advertisement

ต้องยอมรับว่าความไม่ชัดเจนและไม่แน่นอนที่รออยู่ข้างหน้ามีผลกระทบโดยตรงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศที่เจอกับสุญญากาศทางการเมือง รวมถึงภาคการลงทุนที่เลือกทางเคลื่อนไหวได้ไม่ดีเท่าที่ควร

⦁กระดานซื้อขายยึดหน้าตารบ.ใหม่
ทิศทางตลาดหุ้นไทย นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย ระบุว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจในสถานการณ์ปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวนไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะภาพหลังเลือกตั้งแล้วเสร็จ แต่ตลาดหุ้นไทยไม่บวกขึ้นอย่างที่คาดการณ์ไว้ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดภาพแบบนี้หากเทียบกับสถิติการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพราะหากพิจารณาจากสถิติในอดีตพบว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีความผันผวนหลังการเลือกตั้ง โดยตลาดยังคงจับตาดูการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และนโยบายของรัฐบาลใหม่ ภาพในระยะสั้น ปัจจัยทางการเมืองจึงส่งผลกระทบต่อบรรยากาศของตลาดหุ้นไทย

“อาจมีหุ้นบางตัวที่ได้รับผลกระทบในเชิงนโยบายของรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะการทลายทุนผูกขาด และเน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ซึ่งการทำนโยบายลักษณะนี้ให้สำเร็จต้องอาศัยระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลงพอสมควร ภาพรวมตลาดหุ้นไทยจึงน่าจะค่อยๆ คลายความกังวล เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แบบชัดเจนมากขึ้น”

⦁ผงะ80%มองถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
นายสรพลเสริมอีกว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในลักษณะ K-Shaped คือแต่ละอุตสาหกรรมฟื้นตัวอย่างไม่เท่าเทียมกัน สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม หรือธุรกิจที่น่าลงทุนในช่วงเวลานี้ ได้แก่ ธุรกิจการท่องเที่ยว เพราะเป็นเครื่องยนต์สร้างรายได้หลักในสัดส่วน 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ไทย ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการบริการ อาทิ ธุรกิจโรงพยาบาล โรงแรม ร้านอาหาร สปา เพราะคนไทยมีจิตใจในการให้บริการที่ดี (Service mind) ถือเป็นจุดแข็งในการแข่งขัน รวมถึงธุรกิจเครื่องสำอาง จัดเป็นกลุ่มที่อยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์ ทั้งยังเป็นกลุ่มสินค้าที่คนทั่วโลกรู้จัก เข้าถึง และซื้อได้ง่าย

ภาคอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเป็นขาขึ้นในช่วงหลังเลือกตั้ง และมีโอกาสเป็น S-Curve ใหม่จากแรงซื้อของต่างประเทศ คือ อสังหาริมทรัพย์แนวสูงและนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากนักลงทุนจีนมีแผนย้ายถิ่น และโยกฐานการผลิตมาเมืองไทยมากขึ้น คาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าจีนเบอร์ต้นๆ ประมาณ 6-7 ราย เล็งประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพวงมาลัยขวา หลังเห็นกำลังซื้อที่ดีของตลาด ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอยู่ที่ประมาณ 9,000 คันในปี 2565 ส่วนปี 2566 ผ่านมาไม่กี่เดือนมียอดขายแซงหลัก 20,000-30,000 คันแล้ว

ความกังวลในตอนนี้คือ ตลาดหุ้นไทยทุกอุตสาหกรรมประมาณ 70-80% มองว่าถึงจุดอิ่มตัวแล้ว กลุ่มที่ยังเติบโตได้คือกลุ่มอุปกรณ์ไอที ตามเทรนด์โลกที่มุ่งหน้าไปยังดิจิทัลมากขึ้น แต่หุ้นตัวที่มีโอกาสขึ้นอีกหลายๆ เท่ามักจะเกิดจากผู้เล่นบางรายที่เก่งกว่าตลาด ก่อนการลงทุนจึงควรศึกษาหาโอกาสที่ตลาดมองไม่เห็น และทันกับความเปลี่ยนไปของโลก อาทิ ธุรกิจที่เข้าสู่ตลาดด้วยรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ หรือเรื่องใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น อาทิ คาร์บอนเครดิต

⦁หุ้นทั่วโลกลากดัชนีไทยดิ่งต่อ
อีกผู้เชี่ยวชาญ นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับลดลงบางส่วนมาจากตลาดเชื่อว่าพรรคก้าวไกลจะเอาจริงในการทลายทุนผูกขาด แต่มีสาเหตุใหญ่อื่นๆ ที่เป็นผลกระทบเกี่ยวเนื่องด้วย ทั้งจากการที่ตลาดหุ้นทั่วโลกลดลงด้วย ต่างชาติขายออกเพราะความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเกิดจากกรณีรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลมีความยากลำบากมาก

ในส่วนของมาตรการทางภาษีของก้าวไกลนั้น ประเมินว่าการเก็บภาษีจากกำไรเงินลงทุน (Capital Gain Tax) มีความเป็นธรรมต่อนักลงทุนรายย่อยมากกว่าภาษีจากการขายหุ้น (Financial Transaction Tax) เพราะการลงทุนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกู้ พันธบัตร ที่ดิน หรือฝากเงินไว้ในธนาคาร ล้วนต้องเสียภาษีเช่นกัน แต่การซื้อขายหุ้นกลับไม่เสียภาษี ซึ่งมองที่ความเป็นธรรม การเก็บภาษีจากกำไรเงินลงทุนดูเหมาะสมที่สุด แต่ยังต้องมีการศึกษาผลกระทบจากผู้ที่ไม่มีส่วนได้เสียให้ชัดเจนที่สุดอีกครั้ง

⦁ดอกเบี้ยซ้ำเติมตลาดหุ้น
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยจากนี้ยังติดอยู่กับความกังวลแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น โดยประเมินภาพการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุดที่มีมติเอกฉันท์ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% มาอยู่ที่ 2.0% ส่วนทิศทางจากนี้ไปยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปได้อีก เนื่องจากเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อยังมีแรงกระตุ้นให้มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ผลจากการผลักต้นทุนส่วนเพิ่มจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคที่ยังไม่หมด และการเดินหน้าตามนโยบายที่พรรคการเมืองได้หาเสียงไว้

“ทิศทางดอกเบี้ยที่มีโอกาสปรับขึ้นได้อีกจะส่งผลกดดันต่อตลาดหุ้น โดยจะทำให้ Market Earning Yield Gap หรือผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยง สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปรับลดลง ทำให้ดัชนีหุ้นไทยต้องซื้อขายบนค่าราคาหุ้นเทียบกำไรต่อหุ้น (PER) ที่ต่ำลง รวมถึงมีผลกระทบกับการไหลเข้าของฟันด์โฟลว์ในตลาดหุ้นไทยน้อยลงด้วย ขณะที่ความกังวลจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศก็ยังไม่จบ และส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนของดัชนีต่อไปอีก” นายเทิดศักดิ์ตบท้าย

จากผู้รู้ข้างต้น สะท้อนได้ว่ามีหลายเรื่องราวผสมปนเปเข้าด้วยกัน ล้วนมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยจากนี้ทั้งสิ้น ลุ้นต่อถึงความไม่แน่นอนดังกล่าว จะถูกแก้ไขและเปลี่ยนเมื่อใด