หน้าแรก เศรษฐกิจ โมเดลใหม่ &#8...

โมเดลใหม่ “โซลาร์รูฟ” “วิน-วิน” สู้ไฟแพง

6.06.23 | 06:00 น.

โมเดลใหม่ “โซลาร์รูฟ” “วิน-วิน” สู้ไฟแพง

ฤดูฝนเข้าประจำการประเทศไทยมาแล้วกว่าครึ่งเดือน สภาพอากาศร้อนถึงร้อนมากดูเหมือนไม่เปลี่ยนแปลง ร้อนกายจากองศาเซลเซียสสูงยังพาลไปถึงร้อนใจ ต้องควักกระเป๋าจ่ายบิลค่าไฟที่พุ่งพรวด วันนี้ฤดูร้อนยังตามรังควานไม่เลิก

สภาพอากาศนับเป็นเพียงปลายเหตุ หากปัจจัยที่เป็นปัญหาค่าไฟขึ้นอยู่กับน้ำมันและก๊าซธรมชาติ เชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศ

แม้ปัจจุบันถือเป็นราคาขาลง แต่มีโอกาสผันผวนและสะวิงสูงได้ตลอด

ช่วงเลือกตั้งหลายพรรคการเมืองจึงหยิบเอาประเด็นค่าไฟฟ้ามาเป็นนโยบายหาเสียง พอจะแบ่งได้ 2 กลุ่ม

Advertisement

กลุ่มแรกบอกจะลดค่าไฟฟ้าลงทันที แล้วก็มีเพียงเท่านั้น

อีกกลุ่ม ฟันธงถ้าได้เป็นรัฐบาลค่าไฟลดทันที 70 สตางค์ต่อหน่วย บางพรรคบอกค่าไฟฟ้าจะเหลือหน่วยละ 3.50 บาท อีกพรรคบลั๊ฟกลับเหลือ 2.50 บาท บางพรรคไปไกลถึงหยุดเก็บค่าเอฟทีทันที

ถามถึงแนวปฏิบัติ ทำอย่างไร คำตอบเหมือนอยู่ในสายลม แล้วก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่โฆษณาไว้ทำได้จริงสมราคาคุยหรือเปล่า

ทางเลือกเดียวของผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งความจริงก็ไม่มีทางเลือกทางอื่น

นั่นคือ ช่วยเหลือตัวเอง

ประเทศไทยมีโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ได้ยินกันบ่อยในชื่อ โซลาร์รูฟท็อป ถูกพูดถึงมานานพอสมควร แต่มาตื่นตัวอย่างก้าวกระโดดช่วงค่าไฟแพงระยับปีนี้นี่เอง

ภูวดล สุนทรวิภาต นายกสมาคมอุตสาหกรรมโซลาร์แสงอาทิตย์ไทย ให้ข้อมูลการเติบโตของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่เพิ่มขึ้นสูง โดยคาดว่าทั้งปี 2566 ตลาดโซลาร์รูฟท็อปจะเติบโตขึ้น 2-3 เท่าจากปีก่อน จากในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้า คนไม่นิยม เพราะค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) ติดลบ ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าถูก ทำให้คืนทุนช้า ประกอบกับรัฐบาลปรับปรุงโครงการโซลาร์ภาคประชาชน จากช่วงแรก (ปี 2562-2564) เปิดรับซื้อไฟฟ้าคืนในราคาแค่ 1 บาทกว่าต่อหน่วย แต่ตอนนี้เปิดรับซื้อคืนถึง 2.20 บาท/หน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี ทำให้มีผู้สนใจกันมากขึ้น

โครงการโซลาร์ภาคประชาชนมุ่งสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อใช้ภายในบ้านก่อน เพราะค่าไฟฟ้าช่วงพีคตอนกลางวัน เฉลี่ยประมาณ 5.70 บาท/หน่วย รวมอัตราค่าเอฟทีประมาณ 1 บาท รวมเป็น 6.70 บาท/หน่วย ดังนั้น หากติดเพื่อใช้เองจะช่วยประหยัดและคืนทุนเร็วประมาณ 4 ปี แต่หากบางคนอาจไม่ต้องการใช้ไฟฟ้าเองทั้งหมดและต้องการขายไฟคืนให้รัฐบาล จะทำให้ระยะเวลาคืนทุนล่าช้าไป 3 เท่า หรือประมาณ 12 ปี ซึ่งเลยจากกำหนดของโครงการที่จะซื้อไฟคืนจากประชาชนใน 10 ปีจึงเกิดคำถามว่าแล้วอีก 2 ปีจะทำอย่างไร นายภูวดลกล่าว

มีอยู่ 2 คำอธิบายถึงกลไกในการส่งเสริมการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ นั่นคือ Net metering และ Net Billing

Net metering เป็นรูปแบบส่งเสริมโดยให้ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ สามารถนําไปหักลบกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ถูกใช้ในระบบโครงข่ายของการไฟฟ้าในช่วงเวลาที่ไม่ตรงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าจริง

ในหลักการ พูดง่ายๆ ก็คือ หากไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบโซลาร์เซลล์ไม่ได้ถูกใช้ในช่วงกลางวันเพราะผู้คนออกไปทำงาน ก็สามารถเก็บหน่วยไฟฟ้านั้นไปหักกับหน่วยไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากการไฟฟ้า (การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ในตอนกลางคืนได้

หน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบโซลาร์จะนำไปหักลบกับของการไฟฟ้าในราคาเท่ากัน หรือถ้าระบบโซลาร์เซลล์ผลิตเหลือก็สามารถขายให้กับการไฟฟ้าในราคาเดียวกันด้วย ปัจจุบันค่าไฟของการไฟฟ้าอยู่ที่ 4.70 บาทต่อหน่วย

แต่ในแวดวงพลังงานก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นวิธีการที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะกลไกนี้จะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กลไกนี้ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้กับประเทศไทย

จึงเหลืออีกกลไกที่เรียกว่า Net Billing

ดร.สิริภา จุลกาญจน์ นักวิชาการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้คำอธิบายว่า ประเทศไทยมีกลไกคล้าย Net Metering นั่นคือ Net Billing ที่ใช้ในโครงการโซลาร์ภาคประชาชนปัจจุบัน ความแตกต่างระหว่างสองกลไก

สำหรับ Net Metering เป็นการใช้วิธีคิดค่าไฟฟ้าแบบหักลบหน่วยไฟฟ้าระหว่างหน่วยไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้ากับหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้จากบ้านที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

ส่วน Net Billing จะคิดค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าแยกต่างหากกับค่าไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปที่ขายเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้า จากนั้นจึงนำจำนวนเงินมาหักลบกัน (สมมุติซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ราคา 4.70 บาทต่อหน่วย แต่เวลาราคาขาย ทางการไฟฟ้ากำนดราคาอยู่ที่ 2.20 บาทหน่วย)

ในแง่ผู้ลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป คงต้องมองว่ากลไก Net Metering จะได้ประโยชน์จากราคาค่าไฟมากกว่าระบบ Net Billing และจูงใจให้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากกว่า

แต่ต้องไม่ลืมว่า Net Metering จะก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำหรือไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ทั้งประเทศ เนื่องจากโครงสร้างค่าไฟฟ้าไม่ได้มีเฉพาะต้นทุนค่าเชื้อเพลิง แต่ยังมีต้นทุนอื่นๆ ทั้งระบบโครงข่ายสายส่ง เสาไฟฟ้า สายไฟ หม้อแปลง ที่ถูกลงทุนไปล่วงหน้าแล้วค่อยทยอยจัดเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้าในภายหลังผ่านราคาต่อหน่วยไฟฟ้า

ดังนั้น ต้นทุนในหน่วยไฟฟ้าที่หายไปจากระบบ จากการใช้กลไก Net Metering จะถูกส่งเป็นภาระให้กับประชาชนจำนวนมากที่ไม่มีกำลังทรัพย์ไปติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ต้องแบกรับค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น

ยกตัวอย่าง การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปครัวเรือนขนาด 5 กิโลวัตต์ วันนี้ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 2-3 แสนบาท ปัจจุบันมีประชาชนติดตั้งประมาณ 2.29 ล้านราย คิดเป็นราวร้อยละ 10 ของจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ 23.31 ล้านราย หมายความว่าผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีกำลังทรัพย์ในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายนี้ คนส่วนใหญ่ราวร้อยละ 90 ต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นแทน

มีพรรคการเมือง 1 ใน 8 พรรคที่ร่วมเซ็นเอ็มโอยูจัดตั้งรัฐบาล บรรจุนโยบายผลักดันกลไก Net Metering เพื่อจูงใจประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกันมากๆ ถือเป็นเรื่องดีช่วยให้ลดการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราคาสูงที่กดดันค่าไฟแพง

แม้พลังงานแสงอาทิตย์จะมีด้านดี มีให้ใช้ไม่มีวันหมด ประหยัด เป็นแหล่งพลังงานสะอาดดีต่อสิ่งแวดล้อม

แต่ไม่อาจละเลยประเด็นหลัก คือความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศ เพราะปริมาณการผลิตไฟฟ้าไม่มีความแน่นอน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศที่มีผลต่อปริมาณแสงอาทิตย์ของแต่ละวัน ความสามารถในการจ่ายไฟไม่คงที่ จึงไม่สามารถสร้างเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ควรสนับสนุนก็คือ การช่วยให้ประชาชนผู้ติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปถึงจุดคุ้มทุนให้เร็วขึ้นก็น่าจะเพียงพอ ในการช่วยกันสู้ค่าไฟ

วิน-วิน ทั้งผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีทางเลือกระบบโซลาร์รูฟท็อป ทั้งความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า