หน้าแรก เศรษฐกิจ ชำแหละเศรษฐกิ...

ชำแหละเศรษฐกิจไทยปีนี้ ‘กินบุญเก่า’ ลุ้นรัฐบาลใหม่ขันน็อต แนะนโยบายไหนเบาได้เบา!

6.06.23 | 10:50 น.

ชำแหละเศรษฐกิจไทยปีนี้ ‘กินบุญเก่า’ ลุ้นรัฐบาลใหม่ขันน็อต แนะนโยบายไหนเบาได้เบา!

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจประเทศไทยที่กำลังเผชิญมรสุม 4 ลูก ไม่ว่าค่าแรง ค่าไฟ ดอกเบี้ยขาขึ้น การเมือง ถือว่าเป็นความลำบากและปัจจัยเสี่ยงพอๆกัน แต่ถ้าให้เรียงลำดับผลกระทบหนักสุดถึงเบาสุดแล้ว ผมให้การเมืองเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเป็นต้นเหตุของอะไรหลายอย่าง ถ้าไม่นิ่ง ความมั่นใจในการบริโภคในประเทศและการลงทุนของภาคธุรกิจจะไม่มี

  • เร่งตั้งรัฐบาลใหม่เดินหน้าเศรษฐกิจ

“แต่ถ้าการเมืองนิ่ง เศรษฐกิจจะเดินหน้าได้ ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องรอรัฐบาลใหม่มาขับเคลื่อน ไม่ว่าการจัดทำงบประมาณปี 2567 การแก้ระเบียบกฎหมายจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ทิศทางนโยบายใหม่ การเจรจาเขตการค้าเสรี(FTA)” นายอธิปกล่าว

นายอธิปกล่าวว่า จึงต้องเร่งจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็ว หากตั้งไม่ได้ภายในไตรมาส 3/2566 มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันการที่จีดีพีมีการขยายตัวในกรอบกว่า 3% เพราะกินบุญเก่าจากปี 2565 ที่ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวดี เลยทำให้เศรษฐกิจในปีนี้เติบโต

“ยังขาดการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนจากภาครัฐที่ยังชะลอตัว เพราะรัฐบาลรักษาการณ์ไม่สามารถทำอะไรได้ ต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาขับเคลื่อน ขณะเดียวกันรัฐบาลใหม่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ต้องมีนโยบายในเชิงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ใช่เชิงหาเสียงถึงจะทำให้เศรษฐกิจไทยไปได้ดีกว่านี้” นายอธิปกล่าว

Advertisement
  • ชี้ขึ้นค่าไฟ-ดอกเบี้ยสูงเกินไปไม่ส่งผลดี

นายอธิปกล่าวว่า มรสุมที่ 2 ราคาพลังงานและค่าไฟ เพราะเป็นต้นทุนที่ทุกคนได้รับผลกระทบทั้งหมดไม่ว่าประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวหนึ่งเป็นภาระหนัก กระทบต่อต้นทุนการแข่งขันของประเทศ ถ้าสูงคงไม่มีใครมาลงทุน ขณะที่ต้นทุนสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ภาครัฐจะต้องมีมาตรการออกมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และทำให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

นายอธิปกล่าวว่า มรสุมที่3 ดอกเบี้ยขาขึ้น ถ้าขึ้นเร็ว ขึ้นถี่จนเกินไป มีแนวโน้มจะกระทบต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ อย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีผลกระทบที่ชัดเจนต่อผู้ซื้อบ้านในทันที เพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยทุก 0.25% จะบั่นทอนกำลังซื้อ 2% ทำให้การตัดสินใจซื้อลดลง และการขอกู้ไม่ผ่านสูง

ขณะที่ผู้ประกอบการจะมีต้นทุนพัฒนาโครงการเพิ่มขึ้น และอาจจะส่งผ่านไปยังราคาบ้าน ทำให้ผู้บริโภคซื้อบ้านแพงขึ้น ซึ่งเข้าใจว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อไม่ให้สูงขึ้น แต่ควรจะค่อยๆปรับขึ้น อย่าถี่และมากเกินไป เพราะคนจะปรับตัวไม่ทัน ต้องยอมรับว่ารายได้ของคนไม่ได้ปรับขึ้นทุกเดือนและกำลังซื้อก็ไม่ได้ปรับตาม

  • ขึ้นค่าแรงทันทีห่วงธุรกิจช็อก

นายอธิปกล่าวว่า มรสุมที่ 4 การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท ถ้ารัฐบาลใหม่มีการประกาศใช้เลย จะส่งผลกระทบในทันทีและเกิดอาการซ็อก เพราะการขึ้นค่าแรงนายจ้างอาจจะจ่ายไม่ไหว โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะทำให้ไม่เกิดการจ้างงานใหม่ๆหรือปรับแล้วอยู่ไม่ได้ อาจจะทำให้เกิดการจ้างงานลดลง มีคนตกงาน

“ส่วนที่มีการจ้างงานอยู่แล้วจะได้รับผลกระทบ แม้บางอุตสาหกรรมจะมีการจ่ายค่าแรงสูงกว่า 450 บาทก็ตาม เพราะหากค่าแรงขั้นต่ำปรับทันที 450 บาท จะกลายเป็นภาระลูกโซ่ให้กับนายจ้างต้องปรับค่าแรงทั้งระบบ ทั้งแรงงานไม่มีฝีมือและแรงงานที่มีฝีมือ เพราะการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะไปดันค่าแรงคนมีฝีมือปรับขึ้นไปอีก หากปรับเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือ ค่าแรงจะไปเท่ากับคนที่มีฝีมือ” นายอธิปกล่าว

นายอธิปกล่าวว่า สุดท้ายจะไม่ส่งผลดีต่อภาครัฐ หากมีคนตกงาน รัฐจะต้องเข้าไปพยุงอีก ประเทศเราไม่ได้มีการจ้างงานแบบอุ่นหนาฝาคั่งเหมือนต่างประเทศ อีกทั้งการขึ้นค่าแรงที่สูงเกินไป จะมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นที่ค่าแรงถูกและการเมืองนิ่งกว่า เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ขณะเดียวกันผลจากการขึ้นค่าแรง ทำให้แรงงานต่างด้าวได้ประโยชน์มากกว่าแรรงานที่เป็นคนไทย เพราะงานที่ไม่ต้องใช้ฝีมือเรายังพึ่งพาแรงงานต่างด้าวถึง 80% อาจจะทำให้เกิดการหลั่งไหลแรงงานต่างด้าวเข้ามาตามชายแดนจำนวนมาก

“ผมไม่ได้ค้านการขึ้นค่าแรง แต่ควรจะทยอยปรับขึ้น และเป็นไปตามกลไกคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งเป็นวิธีการสากล ที่จะมีการพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ ไม่ว่าค่าครองชีพ เงินเฟ้อ ปริมาณการจ้างงาน และแต่ละจังหวัดขึ้นค่าแรงไม่เท่ากัน ถ้าจังหวัดที่ขึ้นสูงเกินความจำเป็น จะเป็นปัญหาเพราะนายจ้างจะรับไม่ไหว ถ้าจังหวัดไหนค่าแรงต่ำเกินไป แรงงานจะหนีไปจังหวัดที่ค่าแรงสูงกว่า ดังนั้นต้องดูผลกระทบที่จะตามมาด้วย” นายอธิปกล่าว

  • หวั่นมาตรการช่วยเหลือทำยาก

พร้อมกล่าวว่า ส่วนที่บอกว่าจะมีมาตรการมารองรับหลังขึ้นค่าแรงนั้น เช่น ลดภาษี ลดค่าไฟให้เอสเอ็มอี ตอนนี้พูดได้ เพื่อลดแรงเสียดทานไปก่อน แต่ในภาคปฎิบัติยังไม่รู้จะเป็นอย่างไร เช่น อาจจะมีบริษัทใหญ่ ตั้งบริษัทขึ้นมาสวมสิทธิหรือไม่

“ตอนนี้อะไรที่สะเทือนต่อเศรษฐกิจ อะไรเบาได้ก็เบา เพราะมันไปบั่นทอนขีดความสามรถในการแข่งขันของประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะที่ภาคเอกชนต้องขวนขวายเอง ช่วยตัวเอง ตอนนี้ธุรกิจเอสเอ็มอี น่าสงสารที่สุด เพราะเขาอยู่ด้วยตัวเอง เป็นคนตัวเล็ก การขึ้นค่าแรง ค่าไฟ หรือไม่มีลดหย่อนภาษี ที่ขาดทุนอยู่แล้ว จะแย่ไปอีก ตัองให้เวลาเขาปรับตัว” นายอธิปกล่าวย้ำ

  • แนะลดภาษีที่ดินพยุงธุรกิจ

นายอธิปกล่าวว่า ทั้งนี้อยากขอให้รัฐบาลใหม่พิจารณาการลดหย่อนการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ให้เก็บเป็นขั้นบันได ให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ ไม่เก็บเต็มอัตรา 100% เนื่องจากไม่ใช่ภาคอสังหาฯที่จะบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ยังมีหลายธุรกิจที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัวจากโควิด เช่น ธุรกิจโรงแรม ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นต้น จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย หากเก็บเต็มอัตรา ทำให้เกิดการค้างชำระ แทนที่จะเก็บได้ในปริมาณที่มาก จะทำให้เก็บได้น้อยลง เพราะคนไม่มีกำลังจ่าย

  • อสังหาทรงตัวพึ่งกำลังซื้อต่างชาติ

นายอธิปกล่าวว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2566 ยังคงทรงๆตัว ไม่หวือหวา เพราะกำลังซื้อยังไม่เติบโต เป็นผลจากการเมืองไม่นิ่ง ค่าแรง ดอกเบี้ยขาขึ้น รวมถึงไม่มีการผ่อนปรนมาตรการLTV ที่มาบั่นทอนกำลังซื้อ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมยังต้องพึ่งกำลังซื้อต่างชาติมาเสริมทั้งจีนและรัสเซีย ส่วนตลาดแนวราบยังเติบโตและไปได้

“ถามว่าจากปัจจัยเสี่ยงยังมี ทำให้มีการชะลอลงทุนของผู้ประกอบการอสังหาหรือไม่ มีหลายเหตุผลและดูเป็นรายทำเล เช่น ทำเลนั้นดีมานด์และซัพพลายเป็นอย่างไร ถ้าดีมานด์เยอะ แต่ซัพพลายน้อยจะมีการลงทุนโครงการใหม่เข้าไป ตอนนี้ยอมรับว่าภูเก็ตมีกำลังซื้อกลับมาจริง หากจะเติมซัพพลายเข้าไปใหม่ก็ไม่มีปัญหา เพราะซัพพลายที่มีอยู่ไม่พอกับดีมานด์ แต่ต้องลงทุนแบบพอดี ไม่ใช่เฮโลกันไป ส่วนกรุงเทพและปริมณฑลกำลังซื้อเริ่มทยอยกลับมาแต่เป็นบางทำเล ขณะที่ต่างจังหวัดต้องดูรายจังหวัด เช่น ระยอง ชลบุรี เชียงใหม่ ยังพอไปได้ จังหวัดอื่นต้องพิจารณาให้ดี เพราะกำลังซื้ออาจะยังไม่สตรอง” นายอธิปกล่าวทิ้งท้าย